พระเบญจภาคี / Benjapakee 
เว็บไซต์อยู่ระหว่างการปรับปรุง เจอปัญหาแจ้ง admin@prarod.com
เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

พระเบญจภาคี / Benjapakee

เผยแพร่เมื่อวันที่ : 2 ธันวาคม 2553
อ่าน :: 21,211 ครั้ง

พระเบญจภาคี

      ความหมายที่ 1
      พระชุดเบญจภาคี คำว่า เบญจ แปลว่า 5 ภาคี แปลว่า ผู้มีส่วนร่วม หมายความว่า การนำเอาพระ 5 องค์มารวมกัน อันได้แก่
• พระสมเด็จวัดระฆัง จังหวัดกรุงเทพมหานคร
• พระรอดมหาวัน จังวัดลำพูน
• พระผงสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี
• พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
• พระซุ้มกอ จังหวัดกำแพงเพชร

Benjaphakee

           Meaning no.1

            Benjaphakee is the famous set of amulet, (word ‘Benja’ means five, and word ‘Phakee’ means ‘joiners’) so in other word means gathering five batches of top great amulets:-

Phra Somdej Wat Rakang of Bangkok

Phra Rod Mahawan of Lamphun

Phra Pong Suphan of Suphanburi

Phra Nang Phaya of Phitsanulok

Phra Soom Kor of Kamphangphet

     ความหมายที่ 2
     หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 สมัย อันได้แก่
สมัยทวาราวดี ผสมลพบุรี
     ได้แก่ พระรอดเจ้า สร้างโดยฤๅษีนารอดจัดเป็นพระเครื่องที่มีความเก่าเป็นที่ 1 ในพระชุดพระเบญจภาคี และมีความสวยงาม ได้สัดส่วนเป็นหนึ่งในด้านสุนทรียภาพและศิลปะชั้นสูงคลาสสิก เสมือนจะมีชีวิต มีความรู้สึก ประกอบไปด้วยมวลสารอันประกอบไปด้วย ดินศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างอันได้แก่ดินศิลาธิคุณ อันมีคุณสมบัติพิเศษ ในการสมานเนื้อว่าน พระธาตุกายสิทธิ์ และว่าน 108 ประการที่มีความหมายในตัวเอง มุ่งไปในทางคงกระพันชาตรี ที่มีความขลังอย่างลึกซึ้ง จากประสบการณ์ ครั้งแล้วครั้งเล่า ในสงครามอินโดจีน /สงครามเวียตนาม/หินร่องกล้าที่ทหารไทยได้ใช้มีประสพการณ์ อย่ามากมายจนมีคำพูดที่ว่า ใครได้ครองครองพระรอดถือเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่ง จึงเกิดนิยายต่างๆนาๆของเซียนพระ และ การปลอมพระรอดกันอย่างแพร่ หลาย เพื่อหลอก คนที่ ไม่เคยเห็นพระรอด แท้ การสร้างพระรอดนั้น ยังแฝงด้วยปรัชญาที่จารึกบนองค์พระเช่นเครื่องหมายพระราชลัญจกกรที่บริเวณ พระอุระด้านขวา ของพระรอดวัดจามเทวี ที่แสดงถึงอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของจามเทวีวงค์ แห่งหริภุญชัยนคร พระรอดถือเป็นเพชรน้ำหนึ่งของเมืองลำพูน มีพิมพ์หลักๆ ค้นพบ มี 5 พิมพ์ทรง อันได้แก่พิมพ์ใหญ่/พิมพ์กลาง/พิมพ์เล็ก/พิมพ์ต้อ/พิมพ์ตื้น / แต่ละพิมพ์ทรงก็แยกไปอีกหลายบล็อก แต่ดูภาพรวมๆ แล้ว จะ เหมือนกันในตำหนิ และพิมพ์ทรง และอยู่ในตระกุลใหญ่ๆ 3 กลุ่มดังนี้

1. กลุ่มพระสงฆ์ อันไดแก่ น้อยหมา /และอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวัน พระญาณชุมพล กลุ่มนี้จะมีพระรอดมากเพราะเป็นพระยุคแรกที่ ไปบูรณะวัด มีการก่อสร้างบ่อยครั้ง
2. กลุ่มช่างโยธาเทศบาลนครลำพูนในการไปก่อสร้างบุรณะในการสร้างกุฏิหอระฆังศาลา เอนกประสงค์ /พระวิหาร เหล่านี้ ล้วนต้องใช้เครื่องมือหนักเข้าไปทำงานอันได้แก่ รถ แบ๊คโฮ ขุดได้ลึกว่าแรงคน กลุ่มนี้จะพบพระรอดมากกว่ากลุ่มแรกพระรอดมักอยู่ในหม้อดินเผาโบราณ
3. กลุ่มคนงานที่ไปทำงานก่อสร้างของเทศบาล และช่างรับเหมา กลุ่มนี้จะได้พระรอด แต่ได้จำนวนไม่มา เท่าสองกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น พระรอดส่วนใหญ่จะเป็นพระรอดที่กระจายออกมานอกหม้อดินเผา จะเป็นพระรอดที่มีดินขี้กรุและดินนวนติดมากว่าพระรอดที่บรรจุในหม้อ

สมัยอู่ทอง
      ได้แก่ พระผงสุพรรณ สร้างโดยฤๅษีพิราลัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ผู้ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้แผ่อาณาจักรจากกำแพงเพชรมายังสุพรรณบุรี ดังความในศิลาจารึกไว้ว่า ในแผ่นใบลานทองจารึกอักษรขอมโบราณถึงประวัติการสร้างพระวัดมหาธาตุ สุพรรณบุรีไว้ว่า “ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายใน อโยธยาทรงพระนามว่าจักรพรรดิโปรดให้สร้างพระสถูปองค์นี้ขึ้นไว้และทรงบรรจุ พระบรมธาตุของพระเจ้าไว้ภายในแต่สถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระราชโอรสของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในแผ่นดินทั้ง มวล และเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐโปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี และทรงบรรจุ พระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในสถูปนั้น “
ณ พึงสันนิษฐานได้ดังนี้
(1) พระทั้งสองมีอายุของเนื้อดินมีความใกล้เคียงกันหมายถึงพระกำแพงกับพระผงสุพรรณ
(2) มวลสารที่วิเคราะห์ และใกล้เคียงกันเพียงแต่พระผงสุพรรณนั้นมีความละเอียดกว่าบางพิมพ์ทรง เท่านั้น
(3) ศิลปะในการสร้างนั้น บางพิมพ์มีศิลปะสุโขทัยผสมผสานเข้าไปด้วย เช่น พิมพ์พระผงสุพรรณ หน้าสุโขทัย (Sukhothai stye) และสร้างโดยพระฤๅษีเช่นเดียวกัน
     พุทธศิลป์ ศิลปะอู่ทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อพระแก่ว่าน หนึกนุ่มสวยงาม มี
เสน่ห์แก่ผู้ที่ได้พบเห็น นับว่าเป็นหนึ่งในเรื่องของมวลสารและความหมาย ที่มีความสิริมงคล มิอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดังได้พบบันทึกในลานทอง ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งนัก ถือเป็นเพชรน้ำหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี

สมัยสุโขทัย

     ได้แก่ พระซุ้มกอ สร้างโดย พระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์กรุงสุโขทัย พระองค์มี
ความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงโปรดให้สร้างพระกำแพงเพชรหลายพิมพ์ ทรงได้รับการยอมรับเป็นศิลปะสุโขทัยที่มีความสวยงาม พุทธศิลป์ เป็นพระปางสมาธิ นั่งอยู่ในซุ้มประภามณฑล (คล้ายรูปตัว ก ) ด้านในเป็นลายกนกลวดลายที่ลงตัว มวลสารในการสร้างความหมายลึกซึ้งที่ทรงคุณค่าในเรื่องของความคงกระพันชาตรี โชคลาภ เงิน ทอง ปรากฏในลานทอง บันทึกไว้ว่า มีกูแล้วไม่จน ถือเป็นเพชรน้ำหนึ่งของเมืองกำแพงเพชรและสร้างโดย พระฤๅษี ก็ถือว่าเป็นเลิศในเรื่องของอิทธิฤทธิ์

สมัยอยุธยา
      ได้แก่ พระนางพญา สร้างโดยกษัตริย์อยุธยา (พระวิสุทธิกษัตริย์ และสมเด็จพระนเรศวร)
ยุคกลาง พ.ศ. 200 – 2173 เป็นพระที่สร้างแม่พิมพ์ที่ทำจากไม้มงคลจากพิมพ์พระองค์ที่ชัดเจนจะปรากฏ เสี้ยนไม้ชัดเจน ที่สำคัญสร้างโดยเชื้อสายหรือราชวงศ์กษัตริย์นักรบ คือ พระวิสุทธิกษัตริย์เป็นราชธิดา ท้าวศรีสุริโยทัย และเป็นพระมารดาสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ สร้างพิมพ์พระแจกให้ทหารนักรบ ที่เหลือนำบรรจุกรุวัดนางพญาวัดราชบูรณะ และวัดศรีรัตนมหาธาตุ พระที่สร้างโดยกษัตริย์ที่เป็นนักรบซึ่งกอบกู้เอกราชชาติไทยนี้ ใครได้ครอบครองถือว่าได้พระบารมีกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ที่ชนะศึกทุกครั้งที่มีการรบนับเป็นเพชรน้ำหนึ่งของเมืองพิษณุโลก

สมัยรัตนโกสินทร์

     ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้บรรจงสร้าง
พระสมเด็จด้วยมวลสารที่เป็นสิริมงคล เช่น พระธาตุ ไม้มงคลชนิดต่าง ๆ เกสรดอกไม้ และพระกรุต่าง ๆ ที่เจ้าประคุณสมเด็จได้พบเมื่อธุดงค์ไปตามสถานที่สำคัญ ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นเชื้อพระราชวงศ์ที่มีความเป็นอัจฉริยะ และเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ ทำให้ประเทศไทยพ้นรอดปลอดจากเล่ห์กลโกงของต่างชาติและเป็นไทย เช่นปัจจุบัน และท่านยังมีความแตกฉานในเรื่องของธรรมะและทางฤทธิ์อย่างลึกซึ้ง ดังเช่นที่ท่านได้ค้นพบพระคาถาชินบัญชร ซึ่งถือว่าเป็นเลิศในการปลุกเสกสร้างพระสมเด็จวัดระฆังที่มีชื่อเสียงโด่ง ดังจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเลิศที่ได้อัญเชิญมาเป็นพระประธานในพระชุดเบญจภาคีที่ลงตัว ทั้งในด้าน ความสมดุล และสวยงามในด้านสุนทรียภาพ พระสมเด็จวัดระฆังเป็นพุทธศิลป์สมัยรัตน์โกสินทร์ ปางสมาธิ ในซุ้มหวายโค้ง ภายในกรอบสี่เหลี่ยมที่มีความสมานกลมกลืน เป็นเพชรน้ำหนึ่งแห่งเมืองสยาม

Meaning no.2

            The holy things in 5 periods eg:-
Dhavaravadi period mixed with Lopburi

 The legend of Phra Rod has been mentioned:- it was built by an ascetic named "Narod" , Phra Rod is the oldest amulet in Benjaphakee set. It considering was lofty-classic arts with beautifully designed in a perfect shaped, look lively and has feeling itself. This amulet’s composition consists of holy powdered-clay, Buddha’s sacred relic and 108 kinds of herb.

            There is saying of Thai veterans who had experienced in the battle field of Indochina, Vietnam war, and Phuhin Rongkla military operations. They said-whoever possessed Phra Rod, this amulet would help the wearer escape from dangers and misfortune. There are also stories about the miracle of Phra Rod from gurus that become a biggest news of making fake amulets were sold to new collectors who never seen an original Phra Rod.

            According to the first making of Phra Rod was in the reign of Princess Charma Dhevi of Hariphunchai Kingdom (at present is Lamphun), the craftsman had created the Buddha amulets to have a royal seal on the right chest to show powerful of the kingdom.  Phra Rod is regarded as a precious amulet of Lamphun. This amulet has classified into 5 molds-Pim Yai, Pim Klang, Pim Lek, Pim Tor and Pim Tuen. Each of them now is in the hand of 3 majority groups of people:

1.     The group of Buddhist monks- led by a former abbot named Phra Yarnchumphon of Wat Mahawan and ex-monk- ‘Noi Ma’. These people possessed a lot of valuable amulets that found during the restoration of monastery.

2.     Group of the people from Lamphun municipality who involved the construction the temple. They normally used heavy backhoe machinery digging into every part of the temple ground. The more they dug, more amulets in old clay pots were found buried underneath that deep about 6-7 meters.

 3.     The laborers and contractors from municipality, these people founded very few amulets from broken pots that scattered around the temple.

U-Thong period

Phra Pong Suphan was built by an anchorite named ‘Piralai’ in the reign of ‘Phramaha Dhamaracha Lithai’ who believed in Buddhism. He applied himself to expanding his empire from Kampaengphet to Suphanburi as mentioned in the stone inscriptions:-

 “The great kings of Ayutthaya known as ‘Chakaphad’ was built a main stupa to contain the Lord Buddha’s holy relics. Late in his reign this stupa is down and getting older and older as time goes by. Afterwards his son was set for a new power and carry on renovating to complete the stupa and contined the holy relic inside”

Please presuming as followings:-

1)   Phra Kampaeng and Phra Pong Suphan amulets are made of soil they might be the same age.

2)   From the chemically analyzation show that these amulets are similarly but Phra Pong Suphan has more powdered than the other mold.

3)   The making of amulet has combination-designed in Sukhothai style such as Phra Pong Suphan is called Sukhothai face.

Emphasis the Buddhist arts of U-Thong period most of them are made in the attitude of sub-during Mara. It was specific qualities such as compounds and other mixers with good virtue and bringing general prosperity or providing supernatural powers. Phra Pong Suphan of Suphanburi is a very popular for collectors.

         By the memorandums, Phra Pong Suphan were made in 3 molds are Pim Na Kae, Pim Na Klang and Pim Na Noom. These types of amulets can be considered real treasures and founded in many different sizes, so collectors have to know in natural materials and compounds of making amulets.

            There are 4 colours of Phra Pong Suphan-red, green, black and yellow and created in 3 zones and 3 periods.

1.     Presume that holy soil is used as main material of making amulets in the first period, so the skin is as same as Phra Rod.

2.     Terracotta is used in the second period of making Phra Rod and Phra Kong due to holy soil is difficult to find for material.

3.     Clay-mixed with flora and pollen is used in the third-period; amulets had made at this time are more beautifully than other two periods as mentioned above. Phra Pong Suphan amulets are made in various shapes, they were founded from the digging of expansion the road in front of Wat Phra Sri Rattana Mahathat and the road at the west of the temple. From studying the numbers of amulet to show that there are some differences skin due to different locations. However from comparative of the amulet skins we know that the people who created this amulet is the same ascetic who made Phra Rod. And the other reason that recorded in the gold plate of inscription said-Phra Piya Tassisri Sri Saributr is the maker.

 Sukhothai period

Phra Sum Kor was built by Phra Maha Dhammaracha Lithai, king of Sukhothai who faith in Buddhism. He making several molds of Phra Kampaengphet amulets and all of them are accepted as the unique Sukhothai arts in the attitude of meditation, the Buddha sit in the arch shaped of ‘Ko-Kai’ (the first letter in Thai alphabets). This amulet made from clay-mixed in many textures believed that this amulet perfect in holiness such as divine blessing power in protect the dangers and wealth as in lucky. There is a slogan that said “No poor if possess me” as mentioned in a palm leaves bible. Can say Phra Sum Kor is the most famous amulet of Kampaengphet.

Phra Sum Kor was found in Thung Set Thi’s Kampaengphet area by local people who digging their land for farming. And also amulets discovered from the construction of the roads to the village by engineer.

There are many colours of Phra Sum Kor:-black, red, pale yellow, brown, green and terracotta. Other special characteristics are the skins to have both nibble and rough cause of minerals-mixed.


Bangkok period

Phra Somdej Wat Rakang was originally made and consecrated by Somdej Buddhajarn (Toh Promrangsi) who made them specially with various holy mixtures:- holy Buddha relics, holy woods, several kind of pollens and amulets that he collected from different places during his pilgrimage. Phra Somdej became popular and well known to people when Phra Somdej Pee-Raka showed the legend of miracle curing Asiatic cholera that spread in his time.

Phra Somdej amulet was first to be made by artisans from the royal court and given away to the people and the rest has kept into the main Chedi and in the monastery ceiling at Wat Rakang.  Somdej Buddhajarn born in the royal family and he was very closed relative to the king, his intelligence could helped the king managed to avoid colonialization from foreigners. He also discovered ‘Chinna Bunchorn’ incantation that can be use for praying in the ceremony of making Phra Somdej Wat Rakang. Phra Somdej Wat Rakang is the best amulet in top five of Benjaphakee set. It was designed in posture of meditation sit in the arch and match in squared-frame. Can say that Phra Somdej is the best amulet in Bangkok period.

      ความหมายที่ 3 
      อันได้แก่พระเจ้า 5 พระองค์ เพราะประกอบไปด้วย พระ 5 องค์ ซึ่งเป็นของดีในแต่ละท้องถิ่น บางคนมีความเชื่อว่า นำไปแก้อาถรรพ์ ภูตผีปีศาจ นำไปเสริมบารมี สวมใส่แล้วร่ำรวยเงินทอง มีสง่าราศี พระบางองค์ มีคุณสมบัติ 3 ประการครบอันได้แก่ /คงกระพันชาตรี /โภคทรัพย์ /เมตตามหานิยม นำไปสะสม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น บางคนนำไปแลกเปลี่ยนเพื่อหวังผลทางกำไร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม เช่น ปัจจุบันแบ่งกันเป็น 3 กลุ่ม หรือทางสามแพงได้แก่ กลุ่มพระแท้/กลุ่มพระเซียน/ กลุ่มพระตลาด แล้วแต่ทัศน์วิสัยพึงเลือกได้

Meaning no. 3

            The 5 gods comprising of 5 Buddha amulets, it is believed that can bring good luck, prestige supporting, protection spirits and wealthy for the wearers. Some of amulet has 3 properties are proof against weapons, prosperity and admirable of kindness. Some collector can makes profit on selling and barter the original amulet depends on faith and belief of individual. At present there are three groups in the business in amulet trade:-group of original amulet, group of guru and group of popular amulet

     ความหมายที่ 4
      เชื่อใน อิทธิฤทธิ์ อภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์เชื่อในพระพุทธคุณในองพระ จากประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จนมีความเชื่อว่า
• พระสมเด็จวัดระฆัง มีพุทธคุณทางคลาดแคล้ว เมตตามหานิยม
• พระรอดมหาวัน มีพุทธคุณทางคงกระพันชาตรี คลาดแคล้ว
• พระผงสุพรรณ มีพุทธคุณทางคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม
• พระซุ้มกอ มีพุทธคุณทาง คงกระพันชาตรี โชคลาภ เงินทอง
• พระนางพญา มีพุทธคุณทาง คลาดแคล้ว โชคลาภ เงินทอง

           Meaning no. 4

            A lot of people believed in supernatural and miracle in their possessed amulet, from telling in experience that occurred themselves thus:-

            Phra Somdej Wat Rakang offers praise of the Buddha in escape from dangers and admirable of kindness.

            Phra Rod Mahawan offers praise of the Buddha in proof against weapons and escape from dangers.

            Phra Pong Suphan offers praise of the Buddha in kindness and against weapons.

            Phra Soom Kor offers praise of the Buddha in proof against weapons, good luck and wealthy.

            Phra Nang Phaya offers praise of the Buddha in escape from dangers, good luck and wealthy.

      ความหมายที่ 5
      มีความเชื่อว่า หมายถึง การรวมตัวของาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ ทอง
1. ดิน ได้แก่ พระสมเด็จ ความหมาย คงกระพันชาตรี ความมั่นคงความหนักแน่น
2. น้ำ ได้แก่ พระรอด ความหมาย แคล้วคลาด เมตตา
3. ลม ได้แก่ พระผงสุพรรณ ความหมาย แคล้วคลาด เมตตา คงกระพันชาตรี
4. ไฟ ได้แก่ พระนางพญา ความหมาย แคล้วคลาด แก้อาถรรพ์
5. ทอง ได้แก่ พระซุ้มกอ (ทองมาจากดิน) ความหมาย คงกระพันชาตรี มั่นคง

            Meaning no. 5

            Believe that means the combining of 5 elements:- earth, water, wind, fire and gold.
1.    
Earth is Phra Somdej, meaning against all weapons, stable and firmness.

2.     Water is Phra Rod, meaning escape from dangers and kindness.

3.     Wind is Phra Pong Suphan, meaning escape from dangers, kindness and proof against weapons.

4.     Fire is Phra Nang Phaya, meaning escape from dangers and protection curses.

5.     Gold is Phra Soom Kor, (gold from earth) meaning against all weapons and stable.

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน(พิมพ์เครื่องราชฯ)ค้นพบโดยอ.อรรคเดชฯ
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแก้ว ช่างรัับเหมาทำถนน เมื่อ30ปีก่อนบริเวณที่ค้นพบ
ขณะขุดซ่อมถนนข้างวัดด้านทิศตะวันตก ของวัดมหาวัน

 

พระรอดพิมพ์ใหญ่พิมพ์ไหล่ขีด

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน กรุใหม่ 1,300 ปีสภาพเดิมๆ(Original ) มีตราบกรุดินนวล
คราบปรอทคราบหินแคลเซี่ยม ติดอยู่เจ้าของต้องการให้คงสภาพ

ประวัติพระ ค้นพบโดยช่างแก้ว ช่างรับเหมาขุดถนนขระซ่อมถนนข้างวัดมหาวัน

 

พระรอดพิมพ์ใหญพิมพ์เครื่องราชฯ

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน(พระมรดก)
สภาพพระผ่านการใช้แต่ยังคงสภาพธรรมชาติเดิมๆมีความสวยงามระดับแชมป์โลก ในเรื่องของวรรณะของพระ/พิมพ์ทรง/สภาพทางธรรมชาติ /รูปฟอร์มขององค์พระเป็นรูปหยดน้ำและยังไม่พบองค์ที่ 2 แต่อย่างใด ประวัติพระ เจ้าของพระ สิบตำรวจอ้าย แก้;ศรี  พศ.2485

 

พิมพ์ต้อ

พระรอดพิมพ์ต้อวัดมหาวันค้นพบโดยช่างแก้ว ช่างทำถนนข้างวัดมหาวันทางทิศตะวันตก
สภาพเดิมๆ ยังไม่ผ่านการใช้ โซนเนื้อผงหิน มีความแร่ง(Solid )สันนิษฐานสร้างในยุค 1,300ปี
เพราะเนื้อพระผิวไม่เรียบ ความแห้งของเนื้อพระ ( dry)

 

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน (ชำรุด).ในขณะขุดถูกเสียมปนอยู่กับพระคง
สันนิษฐานเป็นพระที่สร้างในยุคเดียวกันกับพระคงวัดพระคงฤาษี
สภาพธรรมชาติบนผิวพระนั้นพิจารณาง่าย

 

พิมพ์เล็ก 

พระรอดวัดมหาวันพิมพ์เล็กวัดมหาวัน(พิมพ์ฐานกว้างทรงระฆัง)พระฟอร์มสวย
พระรอดพิมพ์เล็กวัดมหาวันนั้นมีหลายพิมพ์ทรงซึ่งทีมงานการค้นคว้าสถาบันฯจะนำเสนอต่อไป
เพื่อการเชป (save ) ของแท้ไม่ให้ถูกทำลายหรือถูกลืม



พระรอดพิมพ์กลางวัดมหาวัน (พิมพ์ทรงล่ำ) การค้นพบและตั้งชื่อโดยอาจารย์ อรรคเดช
ประวัติการค้นพบ(story ) เป้นพระของน้อยหมา วัดมหาวัน

 

ข้อมูลเเปรียบเทียบขนาดพระรอดที่มัความแตกต่างกันเพราะปีกพระและฐานพระแต่องค์ในพระ
จะมีขนาดเท่ากัน สังเกตุจากเศรียรพระ/พระอุระ /หน้าตัก จงอย่าหลงดูจงใช้ความสังสังเกตุให้เป็น
เพราะปีกพระหลอกตาทำให้พระรอดองค์ใหญ่ขึ้น ที่จริงแล้วมีขนาดเท่ากัน
งานนี้เซียนใหญ่หลงกันมามากเหมือนกัน
ในภาพเป็นพระกรุเก่า และพระกรุใหม่

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน(กรุเก่า) มีความสวยงาม/ฟอร์มขององค์พระ
ช่องไฟของโพธิ์สมมุติถูกต้องตามศาสตร์การดูพระรอดโบราณ
วรรณะสีดอกพิกุลแห้ง

 

พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน มีความสวยงาม/ฟอร์มขององค์พระ
ช่องไฟของโพธิ์สมุติถูกต้องตามศาสตร์การดูพระรอดโบราณ
โซนเนื้อ ( (Zone  )เดียวกับองค์แชมป์
ยังไม่พบองค์ที่2 มีความสวยงามระดับแชมป์โลก(ไม่ได้แต่งโพธิ์)

 

พระรอดพิมพ์เล็ก ่วัดมหาว้น มีความสวยงาม/ฟอร์มขององค์พระ
ช่องไฟของโพธิ์สมุติถูกต้องตามศาสตร์การดูพระรอดโบราณ

 

 

ชื่อ พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน มีความสวยงาม/ฟอร์มขององค์พระสวย
ช่องไฟของโพธิ์สมมุติถูกต้องตามศาสตร์การดูพระรอดโบราณ
วรรณะสีก้ามปูเผาหรือภาษาเหนือเรียกว่าสีมันปู

 

พระรอด

         พระ รอดถือว่าเป็นพระ 1 ในชุดพระเบญจภาคีที่มีความสำคัญ ในเรื่องของความเก่ามีอายุถึง 1,300 ปี อีกประการหนึ่งมีความสวยงามในศิลปะในการสร้างที่ลงตัว ถือว่าเป็นพระเครื่องขนาดเล็กที่มีรายละเอียด มีความสวยงามประณีตด้วยศิลปะทวาราวดีผสมลพบุรี จากหลักฐานศิลาจารึก และโบราณวัตถุที่ค้นพบในวัดมหาวัน และวัดดอนแก้ว สันนิษฐานว่าการสร้างพระรอดแบ่งออกเป็น 2 ยุค
The legend of Phra Rod
            Phra Rod is considered one of important amulets in Benjapakee set that famous for itself. Phra Rod was created to have perfect of beautifully designed in Dhavaravadi mixed Lopburi style about 1300 years ago. Evidence from stone inscriptions assumed that antiques were found in the area of Wat Mahawan and Wat Don Kaew divided into 2 generations.

           ยุคแรกในสมัยพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์ของนครหริภุญชัย ยุคที่ 2 ในสมัยพระยาสรรพสิทธ์ ในพิมพ์พระรอดยุคแรกนั้น จะแฝงด้วยปรัชญาและคติธรรมในการพิมพ์พระตามความหมายมวลสารที่บรรจุลงไปใน องค์พระ แต่ปัจจุบัน ก็ยังมี การแยกแยะพิมพ์ที่ไม่ถูกทาง เช่น การนำพระรอดยุคที่สร้างโดยพระยาสรรพสิทธ์ นำมาเปรียบเทียบกับพระรอดยุคแรกที่สร้างโดยพระนางจามเทวี ซึ่งจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในเรื่องนี้
           The first generation was built early in the reign of Queen Chammathewee who’s the first ruler of Lamphun. And the second generation built in the reign of Phraya Sappasit. The creation of Phra Rod was hidden of philosophy and morale according to masses that put into the amulet. At present the mold discrimination of Phra Rod amulet is not the right way. We cannot comparison Phra Rod that built between Queen Chammathewee era and Phaya Sappasit era. There is not comparable in this regard.


(1) ความงามที่มีคุณค่าทางศิลปะมีความคลาสสิกที่มีแนวคิด
(2) ความแตกต่างกันในเรื่องของความเก่า
(3) ในด้านศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามและสง่างามอลังการในพระรอดพิมพ์ใหญ่ ใบโพธิ์ที่รอบองค์พระ เหมือนจะมีชีวิตให้ความรู้สึก และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความหมายของมวลสารที่บรรจุลงไปนั้นถือว่า สำคัญที่สุดในการสร้างพระรอด และได้แฝงปรัชญาในการสร้าง ได้ทำเครื่องหมายราชวงค์ ในองค์พระรอดเช่นพระรอดพิมพ์ ใหญ่พิมพ์เครื่องราชฯ

(1) Beauty that has artistic value is a classic concept.
(2)
Differences on the basis of the old.
(3)
To delicate beauty of art can be seen in the big mold Phra Rod that designed to have Poe leaves.  The most important building process the amulet is different mass that packed into the amulet. In the building of Phra Rod the builder had marked the royal seal on each amulet.

ประวัติพระ ค้นพบโดยช่างแก้วขณะขุดซ่อมถนนข้างวัดด้านทิศตะวันตก เป็น พิมพ์ใหญ่  นิยมองขนาดเขื่องเพราะมีปีกกว้างกว่าพระรอดยุคหลังๆ โบราณวิจารณ์ เพราะเป็นพระรอดที่สร้างในยุคพระนางจามเทวี โดยนำพรรอดที่ขุดหน้าวัดจามเทวีที่ค้นพบโดยช่างเสริฐเป็นแม่แบบ(Master pieces )   จะมีความเป็นธรรมชาติใกล้เคียงในด้านความแห้งของเนื้อพระเม็ดผดบนผิวพระผิว พระออกโซนหยาบมัลักษณะคล้ายหนังปลากระเบน   สาเหตุเกอดจาการขยายตัวมวลสารภายในเนื้อพระขนาดของพระ  จะมีลักษณะใหญ่กว่าพระรอดยุคหลังๆ เพราะมีปีกกว้างแสดงความยิ่งใหญ่อลังการของพระรอดพิมพ์ใหญ่  และฐานพระมักจะจงใจยื่นออกมาให้ยาวกว่าปกติ  บางองค์มองด้านข้างคล้ายหางเป็ด  จึงมีควาแตกต่างกับพระรอดยุคหลัง เครื่องราชฯเห็นชัดเจนเป็นรูปเท้าช้างโผล่มาให้เห็นชัดเจน

         The big mold Phra Rod amulet of Wat Mahawan (called insignia pattern) aged 1300 years was founded by Mr.Kaew a contractor while digging the road repair measure in the west of the temple. It was built in the reign of Queen Chammathewee. The amulet characteristics from Wat Chammathewee accepted as a master piece with spontaneity, can view from dryness of amulet skin that caused of expansion of the mass in the skin like ray skin. The size of amulet in this generation has bigger than the amulet in the generation after because the builder wants to show embellishment. The builder has designed protrude at base like duck tail. An insignia-mark can see clearly can say it was completely different from the amulet that built in generation after.

จากศิลาจารึกที่ค้นพบในวัดมหาวัน ท่านศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้อ่านหลักศิลาจารึก 3 ด้าน อ่านแปลได้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งขำรุดข้องความลบเลือนหาย อ่านพอสรุปข้อความกล่าวถึงการปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม และสิ่งอื่น ๆ เช่น พระเจดีย์ พระอุโมงค์ และพระพุทธรูป ไม่ปรากฏนามของกษัตริย์และศักราช สันนิษฐานว่ากษัตริย์ ได้แก่พระยาสรรพสิทธิ์ ในสมัยของพระองค์นิยมการจารึกในศิลา มีลักษณะใกล้เคียงกับที่พบที่วัดดอนแก้ว มีคำอ่านดังนี้
“นี่เป็นการกล่าวถึงเรื่องศาสนา ซึ่งข้าพเจ้า................ในสมัยที่...............เดือนตรา ชัย............ซึ่งได้กระทำ...............บาทและสามสิบ..........ในเงิน สามสิบ.........สองบาท..........ตราลัคบิสสุการ์ (Tralac Bissukar) ซึ่งเป็น.......ปี..........สร้างวัดนี้และอุโมงค์............ร้อยเก้า สิบ...........ร้อย...........ห้าสิบบาท.........ร้อยและบาท........บาท ksar..........สามบาท เช่นเดียว............บาท Par ........สิบสาม เช่นเดียว.......หนึ่ง.......และ.........หนึ่ง...........เงิน.......บาท และหนึ่ง Tapal เจดีย์ราชะ........ขออุทิศทั้งหมดคือ.........แสนห้าหมื่น Kladin ……..สามสิบห้าบาทและสามสิบ.....เจ็ดบาท......ทองแดงหกบาท........kyot…….. หนึ่งของสัมฤทธิ์.......สามบาทหนึ่งสิบบาท.......kyak สองแท่ง......หนึ่งแท่ง.......สาม........หิน หนึ่ง หก ของ สังเวยเจ็ดอย่าง..........ที่หนึ่ง...........ที่สาม kladin ..........หนึ่ง mrin ksay ทาสหนึ่งคน ดินที่ปลูกแล้งงาช้าง........ดินที่ปลูกแล้ว..........หมื่น..........”
จากศิลาจารึกทำให้ทราบว่า มีการปฏิสังขรณ์สร้างพระเจดีย์ มีการสร้างพระอุโมงค์ แสดงให้เห็นว่า ในสมัยนั้นนิยมสร้างพระเจดีย์คร่อมพระอุโมงค์ ดังจะเห็นได้จาก วัดอุโมงค์ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างในสมัยพญาเม็งรายปฐมกษัตริย์เชียงใหม่ วัดมหาวันสร้างโดย พระนางจามเวที เพราะเป็นพระอารามหลวงในสมัยนั้นต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 17 สมัยพระยาสรรพสิทธ์ เป็นกษัตริย์ ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้เจดีย์และสิ่งก่อสร้างภายในวัด และพระอุโมงค์พังทลาย จึงต้องทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมดังปรากฏหลักฐาน

พุทธลักษณะพระรอดที่สร้างในยุคที่ 1
1. เนื้อหยาบ
2. ผิวพระ
3. มวลสาร
4. ธรรมชาติ
5. รอยครูดที่แก้มด้านซ้ายองค์พระ
6. รอยเสี้ยนไม้

Phra Rod character in 1st generation
1.
Coarse-grained
2. The surface
3. Mass
4. Nature
5. Scratch mark on the left cheek
6. Burr wood scratched

                จาก ศิลาจารึกที่ค้นพบในวัดมหาวัน ท่านศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดยส์ ได้อ่านหลักศิลาจารึก 3 ด้าน อ่านแปลได้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งขำรุดข้องความลบเลือนหาย อ่านพอสรุปข้อความกล่าวถึงการปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม และสิ่งอื่น ๆ เช่น พระเจดีย์ พระอุโมงค์ และพระพุทธรูป ไม่ปรากฏนามของกษัตริย์และศักราช สันนิษฐานว่ากษัตริย์ ได้แก่พระยาสรรพสิทธิ์ ในสมัยของพระองค์นิยมการจารึกในศิลา มีลักษณะใกล้เคียงกับที่พบที่วัดดอนแก้ว มีคำอ่านดังนี้

            Professor George Coedes was read a stone inscription there are 3 sides only one can read as the other two fade lost. The message mentioned of temples’ restoration and other constructions such as stupas, the tunnel and Buddha images. However it’s no appearance of the king’s name and year to restore. Assume that the inscriptions were made by Phraya Sappasit. Can read as follows:-

“นี่ เป็นการกล่าวถึงเรื่องศาสนา ซึ่งข้าพเจ้า................ในสมัยที่...............เดือนตรา ชัย............ซึ่งได้กระทำ...............บาทและสามสิบ..........ในเงิน สามสิบ.........สองบาท..........ตราลัคบิสสุการ์ (Tralac Bissukar) ซึ่ง เป็น.......ปี..........สร้างวัดนี้และพระอุโมงค์............ร้อยเก้า สิบ...........ร้อย...........ห้าสิบบาท.........ร้อยและบาท........บาท ksar..........สามบาท เช่นเดียว............บาท Par ........สิบสาม เช่นเดียว.......หนึ่ง.......และ.........หนึ่ง...........เงิน.......บาท และหนึ่ง Tapal เจดีย์ราชะ........ขออุทิศทั้งหมดคือ.........แสนห้าหมื่น Kladin ……..สามสิบห้าบาทและสามสิบ.....เจ็ดบาท......ทองแดงหกบาท........kyot…….. หนึ่งของสัมฤทธิ์.......สามบาทหนึ่งสิบบาท.......kyak สองแท่ง......หนึ่งแท่ง.......สาม........หิน หนึ่ง หก ของ สังเวยเจ็ดอย่าง..........ที่หนึ่ง...........ที่สาม kladin ..........หนึ่ง mrin ksay ทาสหนึ่งคน ดินที่ปลูกแล้วงาช้าง........ดินที่ปลูกแล้ว..........หมื่น..........”

“This is a saying of religion which I…….in session…………month seal victory…………has been done……………
Baht and thirty……………..in money thirty…….two Baht…………..Tralac Bissuka which was……..year…………….
was built this temple and the tunnel……..hundred and nine, ten…….hundred……fifty Baht……hundred and Baht…….Baht and three Baht same as………..Baht……..thirteen same as…….one………and……….one…….money
……..Baht and one Tapal, Raja Chedi…………..all dedicate is……………one hundred and fifty thousand Kaldin………thirty-five Baht and thirty…….seven Baht………….six Baht of copper……..Kyot……….One bronze…..three Baht-one-ten Baht………Kyak two bars………..one bar……..three………stone one six of seven things of
sacrifice………..the first……………the third kladin………one mrin ksay…a slave, soil..built and ivory…..soil, was built…..ten thousand……….”

  จากศิลาจารึกทำให้ทราบว่า มีการปฏิสังขรณ์สร้างพระเจดีย์ มีการสร้างพระอุโมงค์ แสดงให้เห็นว่า ในสมัยนั้นนิยมสร้างพระเจดีย์คร่อมพระอุโมงค์ ดังจะเห็นได้จาก วัดอุโมงค์ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างในสมัยพญาเม็งรายปฐมกษัตริย์เชียงใหม่ วัดมหาวันสร้างโดย พระนางจามเวที เพราะเป็นพระอารามหลวงในสมัยนั้นต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 17 สมัยพระยาสรรพสิทธ์ เป็นกษัตริย์ ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้เจดีย์และสิ่งก่อสร้างภายในวัด และพระอุโมงค์พังทลาย จึงต้องทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึก

            From stone inscriptions to know that have restored the buildings at that time was popularity building stupa astride tunnel. Examples can be seen at Wat U-Mong in Chiangmai which was built by Phaya Mengrai, the first ruler of Chiangmai and Wat Mahawan of Queen Chammathewee. Later in 17th of Buddhist era in the reign of Phraya Sappsit there was a massive earthquake made stupa and tunnel collapsed then the restoration begins again.

            เมื่อมีการสร้างพระเจดีย์ใหม่ก็ มีการสร้างพระรอดบรรจุใหม่ บรรจุไว้ในพระเจดีย์ใหม่ โดยนำพระรอดพิมพ์ใหญ่ยุคแรกมามาบรรจุ และเป็นพระต้นแบบในการสร้างพิมพ์พระ แต่มีความแตกต่างในด้านโพธิ์สมมุติที่ ไม่มีจุดตำหนิที่แฝงด้วยปรัชญาตามจุดสำคัญบนองค์พระรอด ยุคนี้จะมีมวลสารค่อนข้างละเอียดผสมว่าน ทำให้นึกไปถึง พระรอดของครูบากองแก้วและเณรเบี้ยว ที่สร้างพระรอดในยุคที่ 3 โดยนำพิมพ์พระจากพิมพ์เก่ามากและถอดพิมพ์จะเห็นว่ามีขนาดเล็กผิดปกติ และพระรอด ยุคนี้ไม่มีคราบกรุปรากฏภายในองค์พระออกมา เช่น พระรอดยุคพระนางจามเทวี ยุคที่ 1

             Anytime new stupa has build new Phra Rod amulet will reload into the new stupa by bringing the early generation of big mold Phra Rod as a master to building new amulet. An amulet in this generation has fine-grain mass, thought to Kru Ba Kongkaew and novice Biew who built Phra Rod in the third generation that unusual small and have no stain as the first generation amulet in the reign of Queen Chammathewee.


รูปภาพด้านหน้าตัดของดินทางธรณีวิทยา

รูป ภาพด้านหน้าตัดของดินทางธรณีวิทยาแบ่งดินออกเป็น 2 ชั้น คือดินขั้นบนและดินชั้นล่าง ในด้านการพิจารณาพระรอดวัดมหาวันทำให้ทราบว่าการสร้างพระรอด มี 2 ยุค ยุคแรกสร้างโดยพระนางจามเทวี พระรอดที่ค้นพบจึงมีความลึกที่ 1.5 – 2 เมตรจากผิวดิน ยุคที่ 2 สร้างโดย พระยาสรรพสิทธิ์ จาการขุดค้นพบพระรอดยุค พระยาสรรพสิทธิ์ มีระยะความลัก 1 – 1.5 เมตรจากผิวดิน เนื้อพระมีลักษณะแห้งเป็นสีดอกพิกุลเป็นส่วนมาก ส่วนสีอื่น ๆ พบน้อยมาก มีพระรอดพิมพ์ใหญ่เท่านั้นที่มีความงามใกล้เคียงพระรอดยุคแรก เนื่องจากเป็นพระถอดพิมพ์จึงมีขนาดที่เล็กกว่าพระยุคแรก

Photo:-the geological cross-sectional picture shown 2 layers of soil are upper soil and lower soil layers. So we know that the building has 2 generations. The first generation of amulet built by Queen Chammathewee was found at 1.5-2 meters depth from the surface. The second generation amulet built by Phraya Sappasit was found at 1-1.5 meter depth from the surface. Most amulets are pale-white and less in another color.

 

   พระรอดที่ ช่างแก้ว ช่างรับเหมาขุด ถนนข้างวัดมหาวันในการซ่อมแซมถนนข้างวัด มีความลึก 2 – 4 เมตร เป็นพระรอดที่สร้างยุคแรกโดยพระนางจามเทวีพระรอดจำนวนมากกว่า 100องค์ พระรอดบางส่วนได้จมหายไปในธรณี เนื่อง จากแผ่นดินไหว ส่วนใหญ่พระรอดที่ค้นพบในระดับดินที่มีความลึกนี้พบพระรอดพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เครื่องราช /พระรอดพิมพ์ตื้น/พระรอดพิมพ์กลาง /พระรอดพิมพ์เล็ก /พระรอดพิมพ์ต้อ พระคง พระรอดพิมพ์ต้อ พระรอดส่วนใหญ่จะมีมวลสารที่ใกล้เคียงพระคง ที่กรุวัดพระคง จึงพอสันนิษฐานได้ว่าจะเป็นพระที่สร้างในยุคเดียวกัน จาการดูจากมวลสารที่ใกล้เคียงกัน จากโพธิ์ผนังที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน พระฤๅษีที่สร้างน่าจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ในการค้นพบรอยมาร์คฐานด้านซ้ายองค์พระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน และพระคงกรุวัดพระคงฤาษี
จากการนี้ทำให้เราทราบว่า

           Over 100 amulets were found during the construction at 2-4 meters depth from the surface were made in the reign of Queen Chammathewee, some missing due to earthquake. Most of amulet that found buried at this level is big sized-mold Phra Rod, insignia mold, shallower mold, medium sized-mold, small sized-mold, shorted-mold and Phra Kong. It’s enough to assume that they were built in the same generation same as the discovery of the mark at the base of Phra Rod Wat Mahawan. The founding let us know;

1. ช่างหลวงยุคเดียวกันเป็นผู้สร้างและออกแบบ
2. ระยะเวลาในการสร้างสันนิษฐานในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
3. พุทธศิลป์ที่มีความสวยงามมีพระพักตร์ชัดเจนในพระคงวัดพระคงฤาษี
4. อาณาเขต ของวัดน่าจะมีอาณาเขตติดต่อกัน จึงมีการแลกเปลี่ยนศิลปะและแนวคิดที่คล้ายกัน ดังปรากฏในพยานวัตถุที่ค้นพบล่าสุดที่วัดพระคงฤาษี ปี /2551 และพระรอดพิมพ์ใหญ่ที่ค้นพบโดยช่างแก้ว

1. Created and designed by the royal craftsman of the same generation.
2. Time to build assumption in the same period
3. Buddhist art is beautiful with clear face especially in Phra Kong Wat and Phra Kong Rusee.
4. The territory of the temple, the territory would be consecutive
, Therefore the exchange of artistic ideas and the like as shown in the physical evidence that found in 2008 by Mr.Kaew, the contractor.

  ข้อมูลของช่างแก้ว ตรงกับข้อความสัมภาษณ์ของ หนานแดง แก้วตา เล่าถึงเหตุการณ์ขุดซ่อมถนนและพบพระรอดโดยบังเอิญที่วัดมหาวัน  พบ พิมพ์พระต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ พระรอดพิมพ์ใหญ่ /พระรอดพิมพ์ต้อ /พระรอดพิมพ์เล็ก/พระรอดพิมพ์กลาง/ นอกจากนั้นยังพบพระรอดพิมพ์แขนติ่ง พระคง พบพระรอดพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ต้อ จำนวนหลายองค์ผู้เขียน จึงมีโอกาสได้ศึกษาพระรอดอย่างละเอียดและได้เห็นพระรอดแท้ ๆ ยุคที่พระนางจามเทวีสร้าง ทุกแง่ทุกมุม รวมทั้งเศษพระหักจำนวนมาก ทำให้ทราบรายละเอียดของมวลสารที่ใช้ในการสร้างพระรอด และตีความหมายออกมาตรงกับจุดประสงค์ของผู้สร้างเป็นเกณฑ์ และได้ทำงานวิจัยระหว่างพระรอดวัดมหาวัน และวัตถุโบราณที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดลำพูน

           Information of the contractor matched the text of the interview Nam-Daeng Kaewta, talk about events to repair roads and suddenly found various amulet types in different sized-molds. The author has the oppunity to study Phra Rod in every aspect to know the details of mass to use in building and interpreted to meet the objectives of the creator. And research between Phra Rod Wat Mahawan and antiques in Lamphun National Museum.


ดินที่นำมาสร้างพระรอด

คุณไพศาล แสนไชย ได้ กล่าวว่า พญาเต่าเผือกได้คาบเอาดินบริสุทธิ์สีขาวมาทำรัง ที่อำเภอบ้านโฮ้ง จังหวัดลำพูน (ปัจจุบัน) และนำดินชนิดนี้มาสร้างพระรอด ที่มาหนังสือ มิติพิศวง กาลนี้ทำได้ตรงกับ พระรอดขาวที่ค้นพบในวัดมหาวันและหลังวัดจามเทวี และบริเวณศาลาเอสเอ็มแอล มีพระรอดพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก แต่ในความเป็นจริงดินชนิดนี้ค้นพบจังหวัดลำปาง(นิยมนำมาทำเครื่องปั้นดินเผา แต่โบราณ) ในอดีต พระราชโอรสของพระนางจามเทวีให้ พระเจ้าอนันตศ ไปครองนครลำปางจึงได้ดินชนิดนี้มาสร้างพระรอดความเกี่ยวโยงค่อนข้างเป็นความ จริง    คุณสมบัติ ดินที่นำมาสร้างพระรอด จากผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน มิสเตอร์เจมส์ ฮอกกิ้น พบว่าดินเหนียวในจังหวัดลำพูน ที่ใช้ในการสร้างพระรอด พบธาตุเหล็ก และอะลูมิเนียม (Iron and aluminium clays) เป็นดินเหนียวชนิดที่มีธาตุเหล็ก และอะลูมิเนียมออกไซด์เป็นองค์ประกอบได้แก่
1. แร่ลิโมไนท์ Fe2 O NH2O
2. แร่เฮมาไทท์ Fe2 O3
3. แร่ออกไซด์ AK2 O3 N H2O

Soil to build Phra Rod

               Khun Paisarn Saenchai said, “a white turtle removed the soil pure white to nest at Ban Hong district of Lamphun province. And the same type of soil to build Phra Rod amulet” Source-Miti Pissawong magazine. This time can match Phra Rod Khao that found in Wat Mahawan and behind Wat Chammathewee and SLM pavilion. But in fact this soill be found at Lampang. Soil properties to build Phra Rod based on the research of American scientist James Hoggins found that clay is mixed of iron and aluminum oxide elements are:-
1. Limonite-Fe2O NH2O

2.Hematite-Fe2 O3
3. Oxide AK2 O3 NH20

มวลสารที่ผสมใส่ลงไปในดินที่สร้างพระรอด นอกเหนือไปจากดินเหนียวแล้วยังประกอบด้วย สิ่งที่เป็นสิริมงคลดังนี้

1. โพรงเหล็กไหล (แร่ดอกมะขาม)
2. ว่านคงกระพัน 108
3. พระธาตุชนิดต่างๆ
4. อิฐกำแพงเก่าสี่มุมเมือง
5. ดินบริเวณเสาหลักเมือง
6. ศาสตราวุธ (เพื่อข่มเป็นเคล็ดในการต่อสู้กับศัตรู)
7. ผลตะไบพระโลหะ
8. เกสรดอกไม้ 108
9. น้ำทิพย์ จากดอยคำม้อ และสถานที่อื่น ๆ
10. ดินเหนียวบริสุทธิ์ใจกลางน้ำปิง (ดินจากบาดาล)
11. เหล็กไหล
12. เหล็กไหลตาแรด
13. เมฆกระพัด
14. เหล็กน้ำพี้
15. ข้าวตอกฤาษี
16. ผงยาฤาษี
17. แร่ดอกมะขาม
18. ดินศิลาธิคุณ

Mixed materials onto the soil that use to building Phra Rod in addition to clay, but also include the felicitous materials are:-
1. Mythical mineral
2.108 kinds of plant that believe
invulnerable.
3.The various holy relics
4.
Old brick wall four Corners
5. City pillar soil
6. Weapons
7. the metal filings
8. 108 kinds of carpel
9. Holy water from Doi Khum Mor and from other places
10. Pure clay from the Ping River
11. Mythical metal
12. Ta-Rad metal
13. Make Ka Pad
14. Special iron mineral called Nam-Pee
15. Limonite
16. Powder medicine
17. A mineral called Dok-Makham
18. Holy soil


สาเหตุในการสร้างพระรอด

ใน ยุคที่พระนางจามเทวีสร้างอาณาจักรหริภุญชัย ได้นำศาสนามาฟื้นฟูอาณาจักรบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความสุขโดยทั่วหน้า ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ เข้าทำนองในน้ำมีปลาในนามีข้าวพระนางจามเทวี เป็นที่หมายปองของเจ้าเมืองต่าง ๆ อีกทั้งพระนางจามเทวีมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่รักของคนทั่วไป ถ้าใครตีเมืองหริภุญชัยได้ก็จะได้ทั้งเมืองและได้พระนางเป็นมเหสีอีกด้วย จึงมีเจ้าเมืองต่าง ๆ พยายามจะทำศึกสงครามมาโดยตลอด โดยที่พระนางจามเทวี มีพระฤๅษีเป็นที่ปรึกษาในกิจการด้านศาสนา การบริหารและการทหาร จึงมีความเห็นว่าสมควรจัดสร้างสิ่งที่มีความเป็นสิริมงคลครั้งยิ่งใหญ่เพื่อ เป็นทั้งขวัญและกำลังใจให้ทหารการขยายอาณาจักร จึงมีตราราชวงค์ในองค์พระรอด พระรอด เป็นการแก้เคล็ดแก้อาถรรพ์ให้บ้านเมือง จึงตั้งศาลบูชาเทพยดาฟ้าดิน เพื่อสร้างพระรอด โดยเกณฑ์ช่าง 10 หมู่ ร่วมมือปรึกษาหารือกันออกแบบองค์พระรอด ให้มีความสวยงามให้แนวคิด และมีความกลมกลืนช่างที่ออกแบบด้วยไม้มงคล แกะสลัก
ต่อมามีการค้นพบมีพระรอดที่มีเครื่องราชลัญจกปรากฏที่พระอุระด้านซ้ายองค์ พระในพระรอดพิมพ์ใหญ่วัดมหาวัน ค้นพบโดยช่างแก้ว ช่างรับเหมารถขุด

Reasons to create Phra Rod
               
In the age of Queen Chammathewee of Hariphunchai kingdom, religion has brought the country to restore a thriving empire, people are happy, rice and fish abundance so Lamphun is the meaning of thy desire cities. In addition, Queen Chammathewee glory look beautiful, loved the people. There is a saying if anyone defeat Hariphunchai the entire city will have a wife and a princess too. There are various rulers tried to war a long time ago. In the Queen Chammathewee scriptions has a hermit as a consultant in the business of religion and both morale to the military to expand empire. So it has a royal seal of the holy survival tips to solve a mystery to solve the country. The Phra Rod creation criterion of 10 technician’s discussion among co-designed to have a conception in harmony with the sacred wood. Subsequently, a discover found the royal insignia appear at the left chest of the Buddha.

            การค้นพบพระรอด ในการสร้าง ศาลาเอสเอ็มแอล (บริเวณหน้าวัดจามเทวี ) โดยทีมงานของช่างเสริฐ พบพระรอดพิมพ์ใหญ่ ที่มีตราสัญญาลักษณ์ ที่พระอุระด้านขวา เป็นรูปพญาหงส์ศิลปะเขมรจากหลักฐาน ประวัติของขุนหลวงวิลังคะ (มะลังคะ) โดย ประเวศ สายกัป เรียบเรียงพิมพ์แจกในงาน ประเพณีเลี้ยงดง ที่หมู่บ้านแม่เหียะ ตำบลแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า

           The discovery Phra Rod at SML pavilion in front of Wat Chammathewee by Mr.Prasert’s construction workers. They found big mold amulets with swan mark in Khmer style on the right chest. Evidence from the history of Khun Luang Wilangkha written by Pravej Saikab, print to distribution in the traditional “Liang-Dong” fair at Chiangmai’s Mae Hia sub-district, said:

             ขุนหลวงวิลังคะเป็นโอรสองค์ที่ 13 ของพระกุนาระราชา แห่งนครทัมมิฬะ บางแห่ง เรียกว่าทัมมิลลวะ และบางแห่งเรียกว่า นครมิลังคะกุระ ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็น เมืองระมิงค์นคร อายุได้ 90 ชันษา มเหสีได้ถึงแก่ทิวงคตลง ขุนหลวงวิลังคะ ได้ข่าวว่า เมืองหริภุญชัยมีกษัตรีย์ที่มีพระสิริโฉมงดงามมากมีชนมายุ จ พรรษา มีพระนามว่า พระนางจามเทวี จึงได้ส่งทูตไปเจรจาสู่ขอมาเป็นพระมเหสีพระนางจามเทวีได้ตั้งข้อแม้ ให้ขุนหลวงวิลังคะสำแดงเดชด้วยการพุ่งเสน้า ( เหลนบางที่เรียกว่า ธนู หน้าไม้ที่มีขนาดใหญ่ ) ถ้าสามารถพุ่งเสน้าจากดอยสุเทพถึงเมืองหริภุญชัยได้ ก็จะยอมเป็นมเหสี จึงทดลองพุ่งเสน้าครั้งแรก เสน้าที่พุ่งไปครั้งแรก ไปตกที่หนองน้ำเหนือเมืองหริภุญชัย ณ ที่ขุนหลวงวิลังคะพุ่งเสน้าไปตกครั้งแรก ( ปัจจุบันเรียกว่าหนองเสร้า ) พระนางจามเทวีตกพระทัยยิ่งนัก เพราะไม่ได้มีพระทัยปฏิพัทธ์รักใคร่ในตัวขุนหลวงวิลังคะเลย ครั้น จะตอบปฏิเสธก็กลัวระมิงค์นครจะนำทหารมาย่ำยี จึงได้เย็บพระมาลาหรือหมวก แล้วลงอาถรรพ์ไว้ภายใน ให้ทูตนำมาถวายขุนหลวงวิลังคะพร้อมกับรับสั่งว่า ครั้งต่อไป ให้สวมพระมาลาใบนี้ตอนพุ่งเสน้าด้วย

               Khun Lunag Wilangkha is the 13th son of King Kuranara of Tammira city(can called “Tammilawa” or “Milangkakra”) later to change the name to “Raming Nakorn”. Khun Luang Wilangkh heard Hariphunchai city has the glory and beautiful ruler named Chammathewee. He sent diplomats to negotiate to ask his wife but Queen Chamthewee has set condition show his powerful archery if he can shoot arrows from Doi Suthep to the Hariphunchai then she would allow to be the wife. The first time he shoots an arrow fall to the pond above the town (the spot that arrow fall at present call “Nong Sao”). But the Queen is not a love affair in Khun Luang Wilangkha but she afraid if she refused to answer was afraid Raming Nakorn will be invading. So she has been sewing a hat and then a mystery inside. She sent ambassador to be present to Khun Lunag Wilangkha and say next time please wear this hat when he shooting again.

              เมื่อถึงวันแรม 10 เดือน 8 ปีมะเมียพุทธศักราช 1226 เป็นวัที่ขุนหลวงวิลังคะพุ่งเสน้าครั้งที่ 2 นี้ ต่อมาเรียกว่าบ้านปุ่งน้อย ( ปัจจุบันเรียกว่า บ้านโป่งน้อย ต. สุเทพ )ขุน หลวงวิลังคะคงจะมารู้ภายหลังว่าเสียรู้พระนางจามเทวีแล้ว มีความโกรธแค้นเป็นอันมาก จึงได้กรีฑาทัพเข้าโจมตีเมืองหริภุญชัย แต่กลับสู้ทัพเมืองหริภุญชัยไม่ได้ทัพขุนหลวงวิลังคะถูกโจมตีทัพแตก ขุนหลวงวิลังคะถูกฟันพระกรขวาขาดห้อยร่องเร่ง เหล่าทหารจึงพาขุนหลวงวิลังคะหนีออกจากทัพด้วยความคับแค้น อับอายที่พ่ายแพ้แก่ทัพเมืองหริภุญชัย ในเวลากลางคืนขุนหลวงวิลังคะได้เสวยยาสั่งปลิดชีพตัวเอง และลั่นคำสาปเอาไว้ว่า “นับ ตั้งเต่นี้ต่อไปอย่าใหชาวระมิงค์นครและชาวหริภุญชัย มันได้สู่สมกันด้วยความสุข ( เอกสารอ้างอิง ดร. สนอง วรอุไร เอกสาร ถ่ายสำเนาเรื่องพระราชชีวประวัติของเจ้าแม่จามเทวี)

              At 1226 BE year of the horse, 10 days of half moon and 8th month. The day for the second archery competition, it’s too late to know he get a trap of the Queen Chammathewe, he lose the competition. He was very angry and army to attack the city of Hariphunchai but his army was attacked and defeat. That night Khun Lunag Wilangka take poison to end of life himself. Before he died he pull out the curse that “ from now to just let people of Raming City and people of Hariphunchai equations to each other with joy” (document references:-Dr.Sanong Wora-Urai, copy of document the biography of Queen Chammathewee)

          จากหลักฐานดังกล่าวทำให้ทราบว่า เป็นสาเหตุหนึ่ง จำเป็นต้องสร้างพระรอด เพื่อเป็นราชประเพณีของกษัตริย์ การสืบอายุพระศาสนาและเสริมสร้างสิริมงคล ให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ส่วนการมอบพระพิมพ์ให้ทหารก็เพื่อ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจเพราะในสมัยนั้น บ้านเมืองถูกรุกรานจากข้าศึกศัตรูอยู่เสมอ

 

            From the evidence they have cause one need to create Phra Rod to the royal tradition of the king and religious renewal and strengthening prosperity. However to investiture the amulet to the military in order to mental bond because in those days the country was always invaded by the enemy.

 

 

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม
ชาติภูมิ
           
เดิมชื่อโต บุตรนางงุด บิดาไม่เป็นที่ปรากฏ ตาชื่อนายผล ยายชื่อนางลา ถือกำเนิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2331 จุลศักราช 1150 เวลาประมาณ 06.54 น. เดิมเป็นชาวบ้านท่าอิฐ อำเภอบ้านโพ (อำเภอเมืองปัจจุบัน) จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาฝนแล้งติดต่อกันหลายปีการทำนาไม่ได้ผล จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่กับยายที่บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

        ต่อมา มารดาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ตำบลบางขุนพรหม และได้มอบให้เป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณอรัญญิก เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร เพื่อศึกษาอักขรสมัย เมื่ออายุครบ 12 ปีบริบูรณ์ตรงกับปีวอก พ.ศ. 2342 ได้บรรพชาเป็นสามเณรโดยมีพระบวรวิริยะเณร (อยู่) เจ้าอาวาสวัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม - ปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ (นาค เปรียญเอก ) สามเณรโตเป็นผู้ที่มีวิริยะ อุตสาหะในการศึกษาเนอย่างดีมีวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสจนปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงโปรดปรานมาก ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้พระราชทานเรือกัญญาหลังคากระแชงให้ท่านใช้ สอยตามอัธยาศัย
                Later, the mother emigrated to the Bang Khun Prom and he signed up as apprentice with the abbot of Wat Intharawihan to study Khmer letters. Subsequently at 12 ordained as a novice with Phra Baworn Wiriyanain (Yoo) the abbot of Wat Bang Lamphu (Wat Sangwetvisayaram-present) who’s the mentor, during the monkhood he was diligent in the study and was a favor by King RamaII to admit him under patronage as same as received the Gunya boat from the king to keep living well.

          เมื่ออายุครบ 21 ปี ตรงกับปีเถาะ พ.ศ. 2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ยาว่าพรหมรังสีและเรียกว่าพระมหาโต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 

สมณศักดิ์
1. พระธรรมกิตติ สถาปนาพร้อมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีชวด พ.ศ. 2395 ขณะท่านมีอายุ 65 ปี
2. พระเทพกวี เมื่อปีขาล พ.ศ. 2397
3. สมเด็จพระพุฒาจารย์ สถาปนาในคราวสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศฯ มรณภาพลง ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีชวด พ.ศ. 2407 เป็น สมเด็จพระพุฒจารย์ รูปที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในปีที่ 5 แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ไปดูการก่อสร้างพระโต ที่วัดบางขุนพรหมใน ต่อมาท่านอาพาธด้วยโรคชราภาพ และถึงแก่มรณภาพบนศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหมใน (วัดอินทรวิหาร-ปัจจุบัน) เมื่อวันเสาร์ เดือน 8 (ต้น) แรม 2 ค่ำ ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช 2415 ยามสอง (24.00 น.) คิดทดหักเดือนตามอายุโหราจารย์ ตามสุริยคตินิยม จึงเป็นสิริมายุรวม 84 ปี พรรษาที่ 64

สมเด็จฯ กับงานประติมากรรม
            ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ปกติมักน้อย สันโดษ ไม่นิยมสะสมทรัพย์สมบัติ เมื่อได้ลาภสักการะ ท่านก็มักจะบริจาคไปในการสร้างวัดและสาธารณกุศลต่าง ๆ เสมอ ท่านนิยมก่อสร้างของที่ใหญ่ ๆ โต ๆ กล่าวกันว่าเพื่อให้สมกับนามของท่าน
          1. พระพุทธไสยาสน์ วัดสะตือ พระนครศรีอยุธยา เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่ออิฐถือปูนยาว 1 เส้น 6 วา ฐานยาว 1 เส้น 10 วา กว้าง 4 วา 2 ศอก เป็นอนุสรณ์ว่าท่านเกิดที่นั่น
          2. พระพุทธรูปนั่ง วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง ปางสมาธิ ก่ออิฐถือปูน หน้าตักกว้าง 8 วา 7 นิ้ว สูง 11 วา 1 ศอก 7 นิ้ว สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่าพระมหาพุทะพิมพ์เป็นอนุสรณ์ว่าท่านนั่งได้ที่นั่น
          3. พระพุทธรูปยืน วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปยืนที่สูงที่สุดในโลก ปางทรงบาตร ก่อด้วยอิฐถือปูน ประดับด้วยกระจกโมเสก ทองคำ 24 K สูง 16 วา กว้าง 5 วา 2 ศอก ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2410 แล้วเสร็จสมบูรณ์ที่นั่น
          อนุสาวรีย์สถานที่เกี่ยวกับตัวท่านทั้ง
3 แห่งนั้น มีคำที่ผูกขึ้นเพื่อแสดงความสำคัญเป็นคล้องจองกันไว้ว่า โตวัดระฆัง ชื่อเสียงดังวัดอินทร หลบบดินทร์ วัดกลางคลองข่าย ปลดปล่อยทาสวัดสะดือบันลือวัดไชโย
          4. พระเจดีย์นอน วัดละครทำ ตำบลบ้านช่างหล่อ ธนบุรี กรุงเทพฯ จำนวน 2 องค์ ระยะห่างประมาณ 2 ศอก หันฐานเข้าหากัน ท่านสร้างเพื่อประสงค์ให้เป็นพระธรรมเจดีย์สำหรับบรรจุพระธรรม เช่น คาถาอริยสัจ เย ธฺมมาเหตุ ปปฺภวา ฯลฯ เป็นต้น แต่ปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก
          5. พระพุทธรูปที่นั่ง วัดพิตเพียน (วัดกุฎีทอง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนหน้าตัก 4 วา 3 ศอก
          6. พระพุทธรูปยืน วัดกลาง ตำบลคลองข่อย ราชบุรี เป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร
ก่ออิฐถือปูน สูง 6 วา
          นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างพระพิมพ์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นมากมาย พระพิมพ์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนาม พระสมเด็จมีหนังสือเกี่ยวกับพระสมเด็จอยู่มากมาย ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นหาอ่านได้โดยสะดวก สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระสมเด็จนั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไปแล้ว

พระคาถาชินบัญชร
ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตาวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา .
ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา .
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.
หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.
เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.
กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
ปุณโร อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันสีวะลี
เถระ ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ.
เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโรระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.
ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสลา ปาการะสัณฐิตา.
ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา.
อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วาสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
ชินะปัญชะระมัชฌิมหิ วิหะรันตัง มะหี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธีมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จาระมิ ชินะปัญชะเรติฯ

การสร้างพระสมเด็จพุฒาจารย์ (โต)
          มูลเหตุที่สร้างพระพิมพ์นั้นเกิดจากพวกสัปปุรุษนิยมไปบูชาสังเวชนียสถานทั้ง 4 คือ สถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ประทาน ปฐมเทศนา และปรินิพพาน โดยพากันไปปีละมาก ๆ เช่นเดียวกับที่เราขึ้นไปบูชาพระพุทธบาท พวกสัปปุรุษชอบหาสิ่งที่เป็นปูชนียวัตถุกลับไปบูชาที่บ้านเมืองของตน พวกชาวเมืองที่มีเจดียสถานนั้นจึงคิดทำพระพิมพ์ขึ้นสำหรับจำหน่ายในราคาถูก ให้ซื้อหาได้ทั่วกัน พวกสัปปุรุษพากันยินดีจึงเกิดชอบสร้างพระพิมพ์ขึ้นด้วยเหตุนี้ แต่พิมพ์พระที่นำมาสร้างกันในเมืองไทยนี้มีความประสงค์เพื่อสืบต่ออายุพระ ศาสนาให้ถาวร จึงสร้างกันคราวละมาก ๆ และมักฝังดินหรือบรรจุไว้ในพระเจดีย์ โดยถือว่าต่อไปข้างหน้าช้านาน ถึงพระเจดีย์วิหารสูญหาย หรือผุพังไปใครไปขุดพบพระพิมพ์ก็จะได้เห็นพระพุทธรูปรู้ว่าพระพุทธเจ้าเคยมี

     
                สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างพระเครื่องตระกูลสมเด็จขึ้นมา ด้วยมีความประสงค์ให้เกิดอภินิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง และประสงค์จะให้เป็นเอกลักษณ์ทางธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ความประสงค์ 2 ประการนั้น มีเจตนาที่จะให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นพื้นฐาน
          คนในยุคนั้น ไม่ว่าจะมีความเพียรเช่นไร ก็ไม่สามารถทำคุณวิเศษหรือผงวิเศษเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จมีผงที่สำคัญดังนี้ (คำอธิบายมวลสารบางอย่างให้ใช้สร้างพระสมเด็จ)

1. ผงข้าวสุก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านเลือกข้าวสุกที่ชาวบ้านตักบาตร เฉลี่ยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 ไว้ทำพระเครื่องพระสมเด็จ
ส่วนที่ 2 แบ่งให้พระภิกษุด้วยกัน
ส่วนที่ 3 แบ่งไว้ฉันเอง
ส่วนที่ 4 แบ่งให้สามเณร ศิษย์วัด
ส่วนที่ 5 แบ่งให้ทานสัตว์เดรัจฉาน
          นำข้าวที่จะนำมาสร้างพระสมเด็จตากแห้ง แล้วบดให้ละเอียดเพื่อที่จะทำเป็นเนื้อพระสมเด็จต่อไป

2. ผงเกสรและว่านต่าง ๆ ผงเกสรคือผงที่ได้จากมวลดอกไม้ เช่น เกสรดอกบัว ดอกไม้
บางชนิดก็รวมทั้งหมด ทั้งเกสรและกลีบดอก เช่น ดอกมะลิ, จำปี, จำปา ส่วนมากจะใช้ดอกมะลิ, ดอกพิกุล เป็นพื้นในการสร้าง ดอกไม้ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผู้คนนำมาถวายเมื่อออกบิณฑบาต ท่านเจ้าประคุณจึงเก็บรักษาไว้ เพื่อบดผสมลงทำพระเครื่อง ให้ประชาชนได้สักการะต่อไป

3. ผงว่านต่าง ๆ จากตำรากบิลว่านบันทึกไว้ในสมุดข่อยโบราณ พรรณนาพฤกษชาติตระกูลว่านไม้มากมายนับเป็นร้อยชนิดขึ้นไปบอกลักษณะราก ลำต้น กิ่ง ใบ บรรยายสรรพคุณไว้เสร็จ ส่วนมากเป็นยารักษาโรคบางอย่างให้คุ้มครองตัวทางอยู่ยงคงกระพันบางอย่างใช้ ถอนพิษเขี้ยวงาจากบาดแผลข้อเท็จจริงจากหลักฐานพระสมเด็จที่ผสมเนื้อว่าน ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จสร้างเวลาปวดหัวหรือป่วยไข้ หาแพทย์หรือหมอที่ไหนไม่ทัน เพียงเอาพระสมเด็จเนื้อว่านจบศีรษะรำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ อาราธนาใส่ลงในภาชนะทำน้ำมนต์ อธิษฐานให้หายจากโรคภัย ไข้เจ็บ เอาน้ำมนต์ประพรมบนศีรษะ ล้างหน้า ลูบตา ลูบทั่วศีรษะ และรับประทาน อาการเจ็บป่วยก็จะทุเลาหรือหายทันตาเห็น สาเหตุที่ทำให้หายจากการเจ็บป่วยสันนิษฐาน 3 ประการ คือ


                ประการแรก เป็นเพราะพระสมเด็จเนื้อว่านตัวยาชั้นยอด พออาราธนาใส่ลงในภาชนะทำ น้ำมนต์ อณูของเนื้อว่านป่นละเอียดจะซึมแพร่กระจายทั่ว น้ำทุกหยาดหยดแปรสภาพจากหยดน้ำธรรมดากลายเป็นน้ำยารักษาโรคได้
          ประการที่สอง อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์เดชอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ องค์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่พระคณาจารย์อาราธนามาประทับในองค์พระเครื่อง
          ประการสุดท้าย เป็นเพราะอำนาจและพลังอธิษฐานของเจ้าประคุณสมเด็จที่ให้พระสมเด็จเนื้อว่าน นี้มีคุณลักษณะคือ หนูและแมลงกินเนื้อพระ ชอบแทะกิน เฉพาะหนูถ้ามีโอกาสมันจะคาบไปไว้ในรัง คอยแทะกินวันละเล็กน้อย โดยสัญชาตญาณตามธรรมชาติของสัตว์รู้ว่ามีตัวยา

 
4. ผงตะไคร่ใบเสมา ตะไคร่ เป็นพืชผงชนิดหนึ่งลอยไปกับกระแสลม ลมพัดพาไปตกที่
ไหนที่มีความชุ่มชื้นจะงอกงามเจริญเติบโตเช่น ใบเสมา ภูเขา หิน กำแพงวัด เจดีย์ พระปรางค์ปราสาทราชวัง มองดูมีสีเขียวขจี พอหน้าแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีหม่นดำ มีคุณสมบัติในทางดูดซับน้ำ ทางตำราเภสัชศาสตร์ระบุว่าเป็นยารักษาโรค
          เจ้าประคุณสมเด็จ ใช้ตะไคร่ใบเสมามาบดผสมทำพระเครื่อง อาศัยประโยชน์ 2 ประการ คือ
1) มีประโยชน์ทางดุดซับน้ำ สามารถรักษาเนื้อพระให้ทนได้นาน ไม่ผุกร่อน
2) มีความหมายทางพระศาสนา เพราะคนทั่วไปมีความเห็นว่าเสมาที่อยู่กำแพงวัดเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นปูชนียสถานที่มีพระพุทธรูปตัวแทนพระพุทธเจ้า ทำให้สิ่งที่เลวร้ายสิ่งอัปมงคล ภูตผีปีศาจ ไม่สามารถรุกล้ำเข้าไปในเขตเสมา ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ได้
4. Powdered of lichen from the boundary stone, moss is one of the plants are floating with the wind to fall at that humidity, it will grow. So that why the boundary stones, mountains, temple walls, pagodas and the palaces are look green. They will turn black in dry season because they have ability absorbing water. Pharmacists indicated that moss can use as a drug.
          The lord Somdej used moss to mix amulet, it is useful for 2 kinds are:
1) Benefit of water absorption and maintain the surface of the amulet to durable and do not corrode.
2) There is a meaning in Buddhism because people see the boundary stones are sacred, it was a place of honor and representations of the Lord Buddha. Prevent evil not to get into the holy land.
5. พระสมเด็จลงกรุ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักวัดระฆังมานาน ได้เล่าเรื่องราวต่อ ๆ กันมาว่า วัดระฆังมีกรุพระสมเด็จอยู่หลายแห่งส่วนจะบรรจุไว้เท่าใดไม่มีใครทราบ กรุแรก ได้แก่ พระปรางค์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)กรุที่ 2 คือ เจดีย์ที่ประดิษฐ์ทั้งสี่มุมของพระอุโบสถวัดระฆัง ส่วนกรุสุดท้าย(Last chamber) พระเครื่องสมเด็จในเจดีย์ ได้ใช้ไม้ระแนงทำเป็นสี่เหลี่ยมตาหมากรุกตอกตะปู นำสมเด็จมาเรียงแถวผึ่งลม วางซ้อนกันถึงยอดเจดีย์บางกรุได้นำพระใส่ในไหโบราณ ทำให้มีอากาศร้อนอบอ้าว น้ำมันตังอิ้ว (Linseed) ที่ประสานเนื้อพระจึงลอยขึ้นมาอยู่บนผิวพระทำให้พระคงสภาพสวยงาม
5. Phra Somdej packed in the chamber. Older people who know Wat Rakang told that there are many chambers where amulet buried but no one know how many amulets contained inside. The first chamber is Phra Prang which built in the reign of King RamaI, the second chamber was buried in the pagoda at the four corners of Wat Rakang. And the last chamber, amulets were taken to stacked together to aerate on slate floor up to the top of pagoda. Some chamber keep in the old jar baking with linseed oil that is to coordinate and preserving amulet durable and beautiful.
6. ผงพระกรุเก่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จนำผงมาจากกรุพระเก่าที่พบเห็นตามโบราณสถาน เช่น ที่จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดต่าง ๆ จากการธุดงค์ ฉะนั้นเนื้อพระสมเด็จผสมด้วยผงกรุเก่าคล้ายพระกำแพงบ้าง เนื้อจุซุยมีเศษโลหะ หิน กรวด ทราย และพระธาตุปรากฏให้เห็นบ่อย
6. Amulet powder from old repository. The lord Somdej brought powder from several historical site chambers such as Kampaengphet and other provinces during his pilgrimage. So we often found rock fragments, piece of metal, soil, sand and relic in the skin of Phra Somdej.

วัสดุที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จ
          การบอกเล่าจากท่านเจ้าคุณพระเทพญาณเวที (ลุมูล สุตาคโม) วัดระฆัง อ้างคำบอกเล่าจากท่านเจ้าคุณพระธรรมถาวร (ช่วง)การสร้างพระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จนั้น ท่านใช้ปูนขาวเป็นหลักผสมด้วยเกสร ดอกบัว ผงตะไคร่ ใบเสมา น้ำอ้อย เนื้อและเปลือกกล้วยน้ำวา น้ำมันตังอิ้ว ขี้ธูปในพระอุโบสถ ปูน และดินกรุพระเจดีย์เก่า ๆ เศษอาหารและชานหมากที่สมเด็จฉันแล้ว ผงถ่านใบลานว่านวิเศษต่าง ๆ และผงวิเศษในทางแคล้วคลาดและเมตตามหานิยมจากผงดินสอที่เจ้าประคุณเขียน อักขระตัวขอมในเวลาลงเลขยันต์ต่าง ๆ

Materials used to create amulets.
           
By the telling from Phrathepyarnwethee (Lamoon Sutakamo) and Phra Thammathavorn(Chuang) of Wat Rakang about the creation of Phra Somdej. He used hydrated lime mixed with pollen, lotus, moss powder from boundary mark, molasses, meat and peel of bananas, linseed oil, ashes of joss stick in the chapel, lime and soil from the old pagoda area including garbage of betel nuts which he eaten. There is also powder of charcoal, palm leaves and magic powder from pencil that he written Khmer scripts.

                เวลาสร้างพระจะนำวัสดุที่เตรียมไว้ผสมคลุกเคล้าตำจนละเอียด จึงให้นายน้อยกับพระธรรมถาวร (ข่วง) ช่วยกันพิมพ์พระบนแม่พิมพ์ที่นายเทศ (ช่างราษฎร์) เป็นคนแกะแม่พิมพ์ถวายซึ่งมีหลายพิมพ์หลายแบบ นำใส่บาตรเก็บไว้ในกุฏิชั้นใน แล้วทำพิธีปลุกเสกวันละ 3 ครั้ง คือ เช้า กลางวัน เย็น (หัวค่ำ) จนพอแก่ความต้องการ จึงนำออกไปแจกจ่ายผู้คนในตอนออกบิณฑบาตในตอนเช้า สันนิษฐานเป็นสมเด็จยุคแรกของเจ้าประคุณสมเด็จ
ต่อมาพิธีปลุกเสกพระสมเด็จได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เมื่อสมเด็จรุ่นแรกของเจ้าประคุณสมเด็จได้แสดงอภินิหาร เช่น นำไปรบก็แคล้วคลาดปลอดภัย ทั้งยังทำน้ำมนต์รักษาโรคบางชนิดได้ด้วย

              In processing of creation amulet, bring the material prepared by mixing and pound until fine. Mr.Noi and Phra Thammathavorn (Kuang) are help on the type of mold which carved by Mr.Thet (local artisan) who carved to present. Molds will be placed in the bowl, then store it in the residence and keep praying 3 times a day: in the morning, afternoon and evening. After that, these amulets were distributed to the people while away alms round. May assumed to be these amulets would be the first generation of the Lord Somdej. These amulets are first presented supernatural such as safety from armed conflict in the battle and also making holy ritual water for treatment some disease.

        อีกประการหนึ่ง ชื่อเสียงของเจ้าประคุณสมเด็จเป็นพระนักเทศน์ที่เทศน์สนุกสนานไพเราะ เป็นที่นิยมของคนในสมัยนั้น  ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้คนมีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวเจ้าประคุณสมเด็จฯ และพระเครื่องของเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงมีคนสร้างพิมพ์พระถวาย มีทั้งช่างหลวง เช่น หลวงวิจารณ์ เจียรนัย (เฮง) ช่างราษฎร์ (ช่างชาวบ้าน)  ฉะนั้น พิมพ์พระในยุคนี้จึงมีจำนวนมากพิมพ์ โดยเฉพาะพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ มีทั้งฝีมือช่างราษฎร์และช่างหลว

มวลสาร (Material) ที่ใช้สร้างพระสมเด็จ
หนังสือสุดยอดพระเครื่องเบญจภาคี ได้กล่าวไว้ว่า มวลสารหลักในการผสมเนื้อพระสมเด็จมีมวลสารดังนี้
1. ผงวิเศษ
2. เปลือกหอยทะเล
3. เกสรดอกไม้
4. ข้าวสุก
5. ปูนขาว
6. กล้วย
7. ขนุน
8. เศษจีวร
9. เศษผงพระเครื่องหัก

หนังสือมหาโพธิ์ฉบับพิเศษ
ได้กล่าวไว้ว่า มวลสารที่ใช้สร้างพระสมเด็จมีวัสดุต่าง ๆ ดังนี้
1. ปูนขาวจากเปลือกหอยทะเลเผาไฟถ้าใช้ปูนขาวจากหินเผาไฟเนื้อพระจันตัน ผิวไม่ขึ้นมัน
2. ผงวิเศษ ซึ่งได้มาจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ จัดทำสร้างขึ้นมาจากการเขียน และลบผงดินสอพอง เพื่อให้เกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ในเนื้อพระชั้นต้น
3. เกสรดอกไม้แห้งที่เป็นมงคลบดละเอียดผสมใส่ลงไป
4. กล้วย ฝานเอาแต่เนื้อตำผสมเพื่อให้เนื้อพระเหนียว
5. น้ำมันตังอิ้ว เป็นตัวประสานไม่ให้เนื้อปูนปริแตกแยกร้าว
6. น้ำพระพุทธมนต์ ผสมไม่ให้เนื้อเหลวไปหรือแข็งไป
7. ถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลง ถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงถ้าต้องการให้เนื้อพระ ออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุน สุกลงถ้าต้องการให้เนื้อพระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงถ้าต้องการให้เนื้อ พระออกสีเหลืองใส่เนื้อขนุนสุกลงไป แล้วจะทำให้เนื้อพระแห้งแข็งตัวเร็วอีกด้วย
8. ถ้ามีผงเก่าพระเก่าโบราณที่แตกหัก ชำรุด อาจจะตำผสมใส่ลงไปด้วยก็ได้

หนังสือรวมพระสมเด็จวัดระฆัง
ได้กล่าวถึงส่วนผสมวัตถุมงคลสาร ในการสร้างพระสมเด็จ
1. ปูนขาวจากเปลือกหอยทะเลที่นำมาเผาไฟ เพราะจะทำให้เนื้อพระเกิดเป็นเงามันกว่าเดิม
2. ผงที่นำมาจากอาจารย์ทั้งหลาย จริงๆ แล้วก็คือผงดินสอพองที่อาจารย์เขียน แล้วลบเหลือเศษ ๆ นำมารวมกัน เราเรียกว่า “ผงวิเศษ”
3. ดอกไม้แห้งต่าง ๆ
4. กล้วย เพื่อทำให้เนื้อพระเหนียว
5. น้ำมันตังอิ้ว
6. น้ำพระพุทธมนต์
7. สิ่งที่เร่งให้เนื้อพระแข็งตัวเร็ว “ขนุนสุก”
8. ถ้ามีผงเก่า ๆ จากพระที่แตกหัก ก็นำมาบดผสมด้วย จะทำให้เกิดความขลังและเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้น
ในสังคมพระสมเด็จก็เช่นเดียวกัน ที่มีความสกปรกมาก ถ้ากลุ่มใดให้เช่า (ขาย) พระสมเด็จได้ราคาแพง ๆ อีกกลุ่มถือว่าขัดผลประโยชน์ก็วิจารณ์ต่าง ๆ นานาว่า เก๊บ้าง หลอกลวงเป็น 18 มงกุฎบ้าง ความจริงพระแท้ ไม่แท้ ดูจากเนื้อพระและมวลสาร ธรรมชาติองค์พระ แค่นี้ก็จบแล้ว ทางพระท่านจึงบอกว่า “ความโลภในจริตของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดได้เท่าไรๆ ก็ไม่พอๆ” สุดท้ายก็หนีความทุกข์ ความเจ็บ ความตายไม่พ้น


          มวลสาร ส่วนผสมในเนื้อสมเด็จมีมวลสารที่มีคุณวิเศษในตัวเองอย่างมีความหมาย มีเหตุผลในตัวเอง ในทางไสยศาสตร์ และความเชื่อ

1. ผงวิเศษ ในการทำพระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มี 5 ชนิด
1.1 ผงอิทธิเจ มีพลานุภาพทางเมตตามหานิยม
1.2 ผงปัตถะมัง มีพลานุภาพทางคงกระพันชาตรี
1.3 ผงตรีนิสิงเห มีพลานุภาพทางมหาเสน่ห์
1.4 ผงพุทธคุณ มีพลานุภาพทางแคล้วคลาด และเมตตามหานิยม
1.5 ผงมหาราช มีพลานุภาพทางมหาอำนาจทั่วไป

   2. ไม้มงคล
2.1 ดอกสวาด มีคุณทาง มหานิยมคนรักทั่วไป
2.2 ดอกกาหลง มีคุณทาง ใครเห็น ใครชอบ
2.3 ดอกรักซ้อน มีคุณทาง มหาเสน่ห์
2.4 ดอกกาฝากรัก มีคุณทาง เมตตามหานิยม
2.5 ดอกชัยพฤกษ์ และดอกราชพฤกษ์ มีคุณทาง มหาอำนาจและแคล้วคลาดภัยทั้งปวง
2.6 ดอกว่านนางคุ้ม และดอกว่าน มีคุณทาง คุ้มกันอันตรายแก่คนทั่วไป
2.7 ดอกว่านเสน่ห์จันทร์ขาว จันทร์แดง จันทน์ดำ มีคุณทาง มหาเสน่ห์ และแคล้วคลาด
2.8 ดอกว่านนางกวัก มีคุณทางมหานิยมแก่คนทั่วไป
2.9 ว่านพระพุทธเจ้าหลวง มีคุณทางคงกระพันชาตรี มหาอำนาจ
2.10 ใบพลูร่วมใจ มีคุณทาง มหานิยมแก่คนทั่วไป
2.11 ใบพลูสองทาง มีคุณทาง กันการกระทำ และอันตรายแคล้วคลาด
2.12 ผงเกสรบัวทั้ง 5 และเกสรดอกไม้ 108 มีคุณทาง มหาเสน่ห์ และแคล้วคลาด

3. ดินอาถรรพ์
3.1 ดิน 7 โป่ง ที่เสือลงมากิน มีคุณทาง มหาอำนาจ ใครเห็นกลัวเกรงทั่วไป
3.2 ดิน 7 ป่า มีคุณทาง เมตตามหานิยม
3.3 ดิน 7 ท่า มีคุณทาง แคล้วคลาด
3.4 ดิน 7สระในวัด มีคุณทาง เมตตามหานิยมของคนทั่วไป
3.5 ดินหลักเมือง มีคุณทาง มหาเสน่ห์แก่ตัวเอง
3.6 ดินตะไคร่เจดีย์ มีคุณทาง กันภูตผีปีศาจ และกันเสนียดจัญไร
3.7 ดินตะไคร่รอบโบสถ์ มีคุณทางป้องกันอันตรายทั่วไป
3.8 ดินตะไคร่ใบเสมา มีคุณทางเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด
3.9 ดินสอขาว หรือดินขาว (ดินสอพอง) สำหรับเขียนยันต์ตามสูตรพระเวท มีคุณทาง แก้อาถรรพ์
3.10 ดินประแจะปรุงด้วยของหอม มีคุณทาง เมตตามหานิยม


4. ผงดำ คือแม่พิมพ์พระที่แตกหัก ชำรุดนำมาเผาเป็นถ่าน แล้วนำมาบดผสมผงถ่าน ใบลาน (คือใบลานและคัมภีร์เก่า ๆ นำมาเผาจนเป็นถ่าน) แล้วนำมาผสมกันเป็นผงดำ มีคุณทาง คงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด

5. ตะไบพระกริ่ง มีทั้งเนื้อเงิน และเนื้อทองเหลือง มีคุณทาง คงกระพันชาตรี
6. ตะไบเงินตะไบทอง มีคุณทาง ร่ำรวยโชคลาภ
7. พระธาตุทั้ง 5 ชนิด มีคุณทาง การมีสิริมงคล โชคลาภ
8. จุดแดง เกสรดอกไม้ 108 มีคุณทางมหาเสน่ห์ มหานิยม
9. เศษพระกำแพงหัก (อิฐกำแพง) มีคุณทาง คงกระพันชาตรี โชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา


พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ใหญ่ทะลุซุ้ม โซนเนื้อหนึกนุ่มเนื้อมาตรฐาน
จัดเปนพระสมเด็จที่สวยงามดูง่ายอีกองค์หนึ่ง และมีพลานุภาพ ที่มีความแรง
มาตรฐานที่คุณเก่งเช็คให้ถึงเกณฑ์ พระแรง

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ โซนเนื้อปูนแกร่ง เป็นพระพิมพ์นิยมที่ลงหนังสือส่วนกลาง
พิมพ์นั้เซียนโบราณเรียกว่าพิมพ์ไม้ง่าม แต่อาจารย์ อรรคเดชตั้งชื่อว่าพิมพ์ตัววาย(y )
ท่านผู้ชมวินิฉัยตาม


พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทะลุ้ซุ้ม(ทรงล่ำ่) ค้นพบและตั้งชื่อโดย
อาจารย์อรรคเดช กฤษณะดิลก เนื้อหาสาระเป็นพระที่ดูง่ายในทางธรรมชาติวิทยา เรื่อง
ของพิมพ์ทรงเนื้อหาสาระเข้าเกณฑ์การพิจารณาพระสมเด็จ ความแรงระดับ เอส วี
(มีความแรงมาก)จาการเช็คโดยคุณ เก่ง กำแพง


พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูม วรรณเนื้อปูนผสมผงพุทธคุณ
สภาพธรรมชาติทั่วไป ดีรวมทั้งความเก่าคราบน้ำปูนการยุบตัวทางธรรมชาติวิทยา
ในองค์พระ และพลานุภาพ


พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์
ประวัติพระเป็นพระเก่าของอาจารย์ จิ้ม กันภัย ( วัดดงมูลเหล็กธนบุรี)
ผู้ดูพระสมเด็จให้คุณตรี ยัมปวย ต่อมาพระองค์นี้แลกกับพระรอดพิมพ์ใหญ่ของอาจารย์ อรรคเดช
จุดชี้ขาดองค์นี้ข้อยุติอยู่ที่ชนิดและความเก่าของรักทองเก่า


พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ โซนเนื้อปูนผสมผง
สภาพทางธรรมชาติวิทยา เป็นพระที่ง่ายแก่การพิจารณาจากธรรมชาตบนผิวพระที่ปรากฏ
ภาษเซียนเรียกว่าแท้ตาเปล่า แต่จะขาดความหนึกบ้างเพราะการสร้างในยุคแรกๆ

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลุงพุฒฺิ โซนเนื้อหนึกนุ่ม
สภาพทางธรรมชาติวิทยา เป็นพระที่ง่ายแก่การพิจารณาจากธรรมชาติบนผิวพระที่ปรากฏ
ภาษเซียนเรียกว่าแท้ตาเปล่า เรื่องของพิมพ์ทรงที่มาตรฐาน เนื้อพระมีความหนึกนุ่มการยุบตัว



พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลุงพุฒฺิ โซนเนื้อหนึกนุ่ม
สภาพทางธรรมชาติวิทยา เป็นพระที่ง่ายแก่การพิจารณาจากธรรมชาติบนผิวพระที่ปรากฏ
ภาษเซียนเรียกว่าแท้ตาเปล่า เรื่องของพิมพ์ทรงที่มาตรฐาน เนื้อพระมีความหนึกนุ่มการยุบตัว 

 

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลุงพุฒฺิ โซนเนื้อหนึกนุ่ม
สภาพทางธรรมชาติวิทยา เป็นพระที่ง่ายแก่การพิจารณาจากธรรมชาติบนผิวพระที่ปรากฏ
ภาษเซียนเรียกว่าแท้ตาเปล่า เรื่องของพิมพ์ทรงที่มาตรฐาน เนื้อพระมีความหนึกนุ่มการยุบตัว

  

ด้านหลังปรากฏรอยปูไต่

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ โซนเนื้อหนึกนุ่ม
สภาพทางธรรมชาติวิทยา เป็นพระที่ง่ายแก่การพิจารณาจากธรรมชาติบนผิวพระที่ปรากฏ
ภาษเซียนเรียกว่าแท้ตาเปล่า เรื่องของพิมพ์ทรงที่มาตรฐาน เนื้อพระมีความหนึกนุ่มการยุบตัว/การปริแยกตามธรรมชาติ

 

 ด้านหลังกาบหมาก

 

พิมพ์พระสมเด็จ วัดระฆัง
           จากการอ่านค้นคว้าตำราหลายเล่ม และถามจากผู้เฒ่าผู้แก่ได้ความชัดเจนว่า แม่พิมพ์พระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น มีอยู่มากมายหลายสิบพิมพ์ เพราะเป็นยุคที่นิยมสร้างพระสมเด็จกันมากต่อจากพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน พระสมเด็จได้แจกจ่ายให้กับประชาชนทุกชั้นวรรณะ บางแบบบางพิมพ์ก็มีอีกมากมายที่คนไม่รู้จักเพราะไม่เคยเห็น และไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือ
ฉะนั้น ในสภาพสังคมปัจจุบัน ก็คงจะเสาะหาแบบเฉพาะที่หาได้ ซึ่งแยกแยะได้ 7 พิมพ์ (ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็แยกไปอีกมากพิมพ์)
1. พิมพ์ประธาน
2. พิมพ์ใหญ่ (พิมพ์ชายจีวร บาง, หนา, เส้นลวด)
3. พิมพ์อกร่อง หูยาน ฐานแซม
4. พิมพ์เกศบัวตูม
5. พิมพ์ปรกโพธิ์
6. พิมพ์ทรงเจดีย์
7. พิมพ์เส้นด้าย
(แต่ในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวเฉพาะพิมพ์พระประธานและพิมพ์ใหญ่ ส่วนพิมพ์อื่น ๆ นั้นจะกล่าวในเล่มต่อไป)

1. พิมพ์ประธาน คือพิมพ์พระที่การวางองค์พระสง่างาม ซุ้มขอบหวายลำใหญ่
ข้อสังเกต คือ มีผ้าปูรองนั่ง เกศคล้ายปลีกล้วย องค์พระดูล่ำสัน น่าศรัทธายิ่งนัก (รูปพระสมเด็จหมายเลข 111 เล่ม1) ดูลักษณะรวม ๆ แล้วคล้ายสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

2. พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ แยกได้มากกว่า 9 พิมพ์ วีสังเกตการณ์วางองค์พระว่า
เป็นศิลปะช่างราษฎร์ หรือช่างหลวง เมื่อดูศิลปะก็มาดูมวลสาร เนื้อหาสาระความเป็นธรรมชาติของเนื้อพระ พอจะสรุปได้ว่า ลักษณะทางกายภาพ (Physical) ของพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ คือ ขนาดขององค์พระโดยเฉลี่ย 2.5 x 3.5 ซม. อาจจะมีการคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อยของเนื้อพระ

 

 

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่สุพรรณบุรี

 

 พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่

 

 

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง 

  


พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่
ประติ คันพบโดยช่างแจ๊ค ขณะขุดขยายถนนข้างวัดทางด้านทิศตะวันตกของวัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรีปี 2551 ลักษระเนื้อหาสาระใกล้เคียงพระสกุลลำพูนจาการสันนิฐานว่าฤาษีเป็นผู้สร้าง จึงใช้สูตรการสร้างที่เหมือนกัน

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่พิมพ์นิยมเนื้อแก่ว่าน พิมพ์นิยมทั่วไป



พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ เนื้อดินผสมว่าน
ประวัติพระค้นพบในการขยายถนนข้างวัด ศรีรัตนมหาธาตุด้านทิศตะวันตกของวัด ในโครงการสร้างทาง
ของอ.บ.ต. เมื่อปี 2551ถนนลาดยาง -และปี 2552 ]สร้างเป็นถนนคอนกรีต
ลักษณะเนื้อพระที่ค้นพบ คล้ายพระตระกูลลำพูนบางส่วน จึงสันนิษฐานว่า
ว่าสร้างในยุคแรกๆ เพราะฤาษีเป็นผู้สร้าง มีสูตรในการสร้างพระเนื้อดินการผสมเนื้อพระจึงมีความใกล้เคียงกัน
และอีกประการหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงคือลายมือใหญ่และมักจะกดปืดเดียวเช่นเดียว
กับหลังพระรอดวัดมหาวัน

 



พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ สีสองกษัตริย์ พิมพ์นิยมทั่วไป เนื้อดินผสมว่าน
ประวัติการค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณ

 



พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ วรรระสีดอกจำปี พิมพ์หน้าแก่นิยมทั่วไป
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณบุรี

 

 พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ วรรระสีดอกพิกุล พิมพ์หน้าแก่นิยมทั่วไป
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณบุรี

 

 พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ วรรระสีใบลานแห้ง  พิมพ์หน้าแก่นิยมทั่วไป
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณบุรี

 

 ด้านหลังพระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่

 

 พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ วรรระสีดอกจำปา พิมพ์หน้าแก่นิยมทั่วไป
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณบุรี

 

 พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ วรรระสีดอกจำปา พิมพ์หน้าแก่นิยมทั่วไป
ประวัติพระค้นพบโดยช่างแจ๊ค สุพรรณบุรี

 พระผงสุพรรณ

              พระผงสุพรรณเป็นพระที่กำเนิดในจังหวัดสุพรรณบุรี พบในองค์พระปรางค์ ซึ่งเป็นพระประธานของวัดพระศรีมหาธาตุ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีจารึกลานทองแจ้งว่าสร้างในสมัยอู่ทองตำราในแผ่นทองวัดพระธาตุเมืองสุพรรณบุรี ที่พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูตร) ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี ค้นพบในกรุพระปรางค์วัดพระธาตุ และกรุถูกเปิดเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2456 ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งสำรวจขุดค้น แล้วอนุรักษ์ของที่มีค่ากับวัตถุ โบราณไว้ในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสดอนเจดีย์ สมเด็จกรมพระยาดำรงนุภาพได้ตามเสด็จไปด้วยที่วัดร้างเมืองสุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2456 (ในแผ่นทองอักษรขอมโบราณแปลออกดังนี้)

Phra Pong Suphan originated in Suphanburi province, found in the main pagoda of Wat Phra Sri Mahathat in Rua Yai sub-district, Muang district of Suphanburi province that inscribed in golden palm leaves bible created in U-Thong period that discovered by Phraya Soonthorn Songkram (Eee Gunnasutr) the governor of Suphanburi province. The chamber officially opened in 1913 by the committee that appointed by the King RamaVI at the time came Don Chedi trip with HM Phaya Damrong Rajanuparb who came along in 1913.

           การสร้างขยายถนน และการสร้างถนนข้างวัดพระศรีมหาธาตุ และการขุดท่อระบายน้ำบริเวณหน้าวัด ทำให้ช่างโยธาได้พบพระผงสุพรรณจำนวนมาก ซึ่งบรรจุในหม้อดินเผาโบราณ จากการเปิดเผยของช่างแจ๊ค และปลัดอาวุโส อำเภอ สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จากความเป็นจริงอดีตเจ้าอาวาสคนเก่าได้ให้ข้อคิดว่าจะมีพระเจดีย์ใหญ่น้อย ล้อมรอบพระปรางค์ (เจดีย์องค์ใหญ่ ) องค์ ใหญ่ ประมาณ 40-50 องค์ ดังนั้น การขุดสร้างถนนด้านข้างวัด จึงเขาเขต เจดีย์ ใหญ่เล็กที่ล้อมรอบองค์พระธาตุอยู่ จึงค้นพระผงสุพรรณแท้ เป็นจำนวนมาก

        Expanding the road including construction and digging of drains at Wat Phra Sri Mahathat, the civil engineer has found many of Phra Pong Suphat contained in the ancient clay pots by engineer Jack- and senior secretary district of Suphanburi’s Song Phee Nong district announced there are about 40-50 pagodas around the area of main pagoda. Therefore the digging of the road has found a large number of Phra Pong Suphan.

          พระผงสุพรรณที่ค้นพบส่วนใหญ่จะมีลายมือด้านหลังพระใหญ่มวลสาร ใกล้เคียงพระรอดพระคงวัดมหาวัน จากมวลสารการสร้าพระผงสุพพรณน่าจะเป็นการสร้างยุคแรกยุคที่พระฤษีสร้าง เพราะเป็นสูตรการสร้างพระเนื้อดินของพระฤษี ที่มีดินศิลาธิคุณ เป็นหลักในการสร้างจากการค้นพบ มีพระสุพรรณสีใบลาแห้งส่วนผสมแก่ดินศิลาธิคุณ การนี้ไปตรงกับเนื้อพระรอดองค์ 14 ล้าน ( สีดอกพิกุล ที่ค้นพบโดยน้อยหมาวัดมหาวัน )

        Phra Pong Suphan that found most used hand print on the back similar Phra Rod and Phra Kong of Wat Mahawan. From mass to be created Phra Pong Suphan probably is the first generation of building amulet by the ascetic. It is a ascestic ’s secret formula to create the clay amulet that used holy soil as a major material to building. From the discovery found that Phra Pong Suphan with brownish and mixture of red earth match with Phra Rod cost 14 million baht (ivory colour discovered by Noi Ma of Wat Mahawan)

       
ศัภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกให้รู้ว่า มีฤๅษี 4 ตน พระฤๅษีพิลาไลย์ เป็นประธานเราจะทำด้วยฤทธิ์ทำเครื่องประดิษฐาน มีสุวรรณ เป็นต้น คือ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราช เป็นศรัทธา (หมายถึง พระมหาธรรมราชาลิไทย) ฤๅษีทั้ง 4 ตน จึงพร้อมกันนำว่านทั้งหลาย พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธีทำเป็นพิมพ์พระไว้ สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านเป็นผงปั้นก้อนพิมพ์ด้วยลายนิ้วมือ (สันนิษฐานลายนิ้วมือที่ใช้ในการเบิกพระเนตรที่พระเกศพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่) ของพระมหาเถรปิยะทัสสะสีศรีสารีบุตร คือเป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้นำเอาแร่ต่าง ๆ ซัดยาสำเร็จแล้วให้นามว่า แร่สังฆวานรได้หล่อเป็นพิมพ์ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาทั้งปวงครบ 3 เดือน (บางตำราบอกว่า 3 พรรษา) แล้วท่านนำไปประดิษฐานไว้ในพระสถูปใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองพรรณชุม

         Sappamusdu year 1265 of Sitthigariya know that there are 4 ascetics led by Pilalai who preside over the ceremony for Phaya Sri Dhammasokaraj(Phaya Lithai). 4 ascetics had brought different kind of holy plants and invited all angels to help those making molds at the red place and another one at the black place. Remove holy plants to make a cube and press with finger print. (assuming the finger print of “Phra Maha Therapiyatassasi Sareebutr” to use in the opening the eyes ceremony was Phra Pong Suphan old face format).The ceremony take the various minerals to make different kind of molds and praying for 3 months(some book said 3 years)  then enshrined in a pagoda at Muang Punchoom.

การใช้พระวัดมหาธาตุ สุพรรรณบุรี
            ถ้าผู้ใดไปพบเห็น ให้รีบนำไปสักการบูชาเป็นของวิเศษ แม้นจะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาพระผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มเกรงภยันตรายได้ทั้งปวง ถ้าผู้ใดจะออกรณรงค์สงคราม ประสิทธิประสาทศาสตราวุธทั้งปวงเอาพระสรงน้ำหอมแล้วนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ 108 จบ พาหุง 13 จบ ใส่ขันสัมฤทธิ์ ตั้งอธิษฐานเอาตามปรารถนาเถิดให้ทาทั้งหน้า แลผม คอ หน้าอก

Using Phra Wat Mahathat Suphanburi
         
If anyone see, to quickly bring to worship is wonderful thing. How dangerous it is, please beg amulet that hanging at the neck will prevent harm to all. Before anyone is out to the battlefield have to put amulet into the bronze bowl then praying spell of Buddha, Dhamma and Sangha 108 times and 13 times of chanting. Then use water sprinkling on face, head, neck and chest.

        
ถ้าใช้เมตตาให้มีสง่าเจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรงให้เอาดอกไม้ธูปเทียน บูชา ทำพิธีในวันเสาร์ วันพระหรือวันขึ้น 15 ค่ำ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอไป ทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระดังกล่าวมานี้ พระว่าน (สันนิษฐานได้แก่พระผงสุพรรณพิมพ์ต่าง) ก็ดี พระเกศก็ดีพระทำด้วยแร่สังฆวานร (สันนิษฐานว่าได้แก่ พระมเหศวร และพระผงสุพรรณที่ทำด้วยโลหะ) ก็ดี อย่าประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง 3 อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายได้ทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถา ทเยสันตา จนจบ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ สังฆคุณจนจบ พาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก
"คะเตสิกเถถะระณังมะกาไชยยังมังคุลัง นะมะ พะทะ แล้วให้ว่า กิริมิถิ กุรุมุธุ เกเลเมเถ กะละมะทะ ประสิทธิ์แลฯ
"

        If using mercy there is to the success of negotiations or people-assurance and fear. To bring flowers, incense, candles to worship ceremony on Saturday in the middle of lunar month. Anyone who has the amulet of these, do not underestimate it. Because of magic power of 3 amulets can prevent all dangers. To spell Buddha Dhamma and Sangka as state:-“Ka te sig tera nang ma ga chai ya mang ka lang-na ma pa ta and then say:-ki li mi thi ga rum thu ka la me the ka la ma ta”

          คาถานี้ให้ว่าทุกวันคืนได้ประเสริฐเพียงจบเดียวก็เพียงพอ ถ้าว่าได้ 13 จบตามตำราจะประเสริฐใหญ่ยิ่ง ให้ระลึกถึงท่านมหาเถรปิยะทัสสะสีศรีสารีบุตร กับทั้ง ฤๅษีพิลาไลย์ ช่วยป้องอันตรายได้ทั้งปวงฯจากหนังสือ พระเบญจภาคีชุดที่ 2 ของใหญ่ท่าไม้ได้กล่าวไว้ว่า จารึกที่ 47 (มีด้านเดียว)

         Reading this spell once for every day and night if reading 13 times would be great to reminisce the great Maha Piyatassasri Srisareebutr and the ascestic Pilalai will helping prevent dangerous. From the book Benjaphakee of Yai Thamai, series 2, noted that written 47th (one-sided)

          ความสำเร็จจงมีฯ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยาทรงพระนามว่าพระจักรพรรดิ โปรดให้สร้างพระสถูปองค์นี้ขึ้นไว้และทรงบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทะเจ้าไว้ ภายในแต่สถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา พระราชโอรสของพระองค์เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวล และเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนสภาพเช่นเดิม และทรงบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ภายในพระสถูปนั้น พระองค์เลื่อมใสในพระสถูป จึงบูชาด้วยเครื่องบูชามีทองเป็นต้น และตั้งความปรารถนาว่าด้วยบุญธรรมแห่งข้านี้ ขอให้ข้าพึงได้เป็นพระพุทะเจ้าในอนาคตกาลเทอญ

         Be upon success to the great king over the entire king in Ayodhya who name is Phra Jakkaphat.
He
ordered to build a stupa containing the Lord Buddha’s relics inside. Later this stupa was ruined over time until his son the great king over the entire king ordered the restoration to return to its original condition. He contained the relics of the Lord Buddha inside because he faith in this great stupa and also he worshiped with sacrifices such as gold. He set the desire that he want to be a Buddha in the future.

          นักปราชญ์ นักวิชาการและผู้รู้ทั้งหลายได้ให้ข้อสันนิษฐานว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสมพระยา) ทรงสร้างพระสถูป สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชโอรส ทรงบุรณะปฏิสังขรณ์ (ความเป็นไปได้ค่อนข้างใกล้เคียงความเป็นจริง เพราะพระองค์เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก เช่น ได้เสด็จมาทรงสร้างวัดจุฬามณี และทรงเครื่องที่พิษณุโลก)

        Philosophers and scholars who knew all have presumption that Somdej Phra Boromracha 2nd has created the stupa and Somdej Phra Borommatailokkanart and son as the restoration (the possibility is quite closed to reality. He was a piety in Buddhism and came to built Wat Chulamanee and attire in Phitsanuloke).

มวลสารที่ใช้ในการสร้างพระผงสุพรรณ
          หลักฐานในลานทอง ชี้ให้ทราบว่า ฤๅษีทั้ง 4 ตนพร้อมกันนำว่านทั้งหลายมา จึงถือว่าพระผงสุพรรณนั้นผสมว่านผสมดินและมวลสารอื่น ๆ ที่เป็นสิริมงคลตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง และประเพณีการสร้างพระที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาในอดีต มักจะใช้มวลสารที่มีความหมาย และมีสิริมงคลในตัว (จากการสันนิษฐาน มีมวลสารในการสร้างใกล้เคียงกันระยะเวลาในการสร้างใกล้เคียงกันกับพระ กำแพงเพชร) พอจะแยกออกตามมวลสารที่พบในองค์พระผงสุพรรณ ดังต่อไปนี้
1. พระธาตุเหล็กไหล มีความหมายทางความคงกระพันชาตรี
2. โพรงเหล็กไหล (แร่ดอกมะขาม) มีความหมายทางความคงกระพันชาตรีและคลาดแคล้ว
3. เหล็กน้ำพี้ มีความหมายคือมีความแข็งแกร่ง มั่นคงเหมือนเหล็กกล้า
4. เกศรดอกไม้ 108 มีความหมายทางเมตตามหานิยมโชคลาภ
5. ว่าน 108 มีความหมายทางคลาดแคล้ว และคงกระพันชาตรี
6. น้ำทิพย์จากแหล่งต่าง ๆ มีความหมายในเรื่อง แก้อาถรรพ์และคุณไสย
7. ดินมงคล มีความหมายทางความมีสิริมงคล
8. พระธาตุต่าง ๆ มีความหมายทางความมีสิริมงคล
9. ผงถ่านใบลาน มีความหมายทางความคงกระพันชาตรี

Materials used to create Phra Pong Suphan
          Evidence from the inscription in gold leaf pointed that all 4 ascetics have brought wonderful herbs mixture with soil and other material that was auspicious met the objectives of the creator. From assumption mass in a similar period of time built Phra Kampaengphet was separated by material found in Phar Pong Suphan as follows.
1 The elemental metal meaning of invulnerable.
2 The cavity of elemental metal (mineral-Dokmakham) meaning of the invulnerable and escape.
3
Nam-Pee iron meaning is strong, strong as steel.
4 108 pollens has meaning mercy, great popular fortune.
5 108 herb species, meaning of security and be invulnerable.
6 The holy water from various sources, meaningful on the subject to solve the mystery and occult.
7 Seven sacred soil of the meaning of prosperity.
8
The various elements of the meaning of prosperity.
9 Charcoal from palm leaves, the meaning of invulnerable.

พระพุทธลักษณะของพระผงสุพรรณ
           พระผงสุพรรณเป็นพระนั่งปางมารวิชัยอยู่บนฐานชั้นเดียว ศิลปะสมัยอู่ทอง องค์พระทรง 3 เหลี่ยม 4 เหลี่ยม 5 เหลี่ยม ด้านหลังพระผงสุพรรณจะมีลายนิ้วมือปรากฏเป็นลายก้นหอยบ้าง ลายปล้องอ้อยบ้าง ลายมือสลับกันบ้าง (เนื่องจากรอยจับเนื้อเจิมเบิกพระเนตร ที่พระเกศพระผงสุพรรณ) ความหนาบางขององค์พระไม่แน่นอน ถ้าเป็นพระแท้มีอายุการสร้าง รอยแตกตัดจะยุบตัวลงไปซึ่งง่ายต่อการพิจารณาเป็นอย่างดี ความหนาขององค์พระนั้นไม่แน่นอน มักจะพบว่าการตัดด้านล่างนั้นหนากว่าด้านบน ลักษณะองค์พระจะมีลักษณะผอม บางคนให้ข้อคิดไว้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าปางบำเพ็ญทุกรกิริยา

Buddha characters of Phra Pong Suphan
           
Age of the building view from the fracture that collapse into. This makes it easy to consider as well. We found the thickness of the amulet is not exact; we often find that the bottom is cut thicker than the top with skinny shaped. Some people remarked that it’s the attitude of suffering.

ลายเสี้ยนไม้บนองค์พระผงสุพรรณ
          ลายเสี้ยนไม้บนองค์พระผงสุพรรณ ในการออกแบบแม่พิมพ์พระสมัยโบราณนิยมทำด้วยไม้มงคล ข้อมูลเปรียบเทียบจากพระรอดพิมพ์ใหญ่ ยุคแรก พระนางพญาพิษณุโลก พระสมเด็จวัดระฆังบางพิมพ์ ฉะนั้นรอยเสี้ยนไม้บนองค์พระผงสุพรรณก็คือรอยเสี้ยนไม้ของจริงที่ทำมาจากพระ ต้นแบบ ส่วนของปลอมยังทำไม่ได้

Burr wood